สารภาพแล้ว! หนุ่มเอาเอทีเอ็มผู้ป่วยโรคไต กดเงินจริง เมียยังไม่เชื่อ ยันไม่เดือดร้อน

บุรีรัมย์- สารภาพแล้ว หนุ่มขับรถเทรลเลอร์เอาเอทีเอ็มผู้ป่วยโรคไตไปกดเงินจริง

หนุ่มวัย 34 ปี อาชีพขับรถเทรลเลอร์ ที่ถูกกล่าวหาเอาบัตร ATM ของผู้ป่วยโรคไต รักษาใน รพ. ไปกดดูยอดเงินตามคำร้องขอ แล้วเงิน ”เราไม่ทิ้งกัน” หายไป 3 พัน และปฏิเสธมาตลอดระบุไม่เดือดร้อนเรื่องเงิน ล่าสุดสารภาพกับตำรวจแล้ว ว่าได้กดเอาไปจริง ตำรวจแจ้ง 2 ข้อหาลักทรัพย์และใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่น

วันที่ 29 เม.ย.63 กรณีนายณรงค์ศักดิ์ คล้ายกระแส อายุ 47 ปี ให้นางสุทาทิพย์ แก้วนะทะ อายุ 44 ปี น้องสาว ไปร้องต่อ ร.ต.อ.มานพ รอยประโคน รองสารวัตร (สอบสวน) สภ.นางรอง อ.นางรอง ให้ช่วยติดตามบุคคลต้องสงสัย เอาบัตร ATM ไปกดเอาเงินไปจำนวน 3,000 บาท ระหว่างนอนรักษาตัวด้วยโรคไตที่โรงพยาบาลนางรอง เหตุเกิดเมื่อวันที่ 22 เม.ย.ที่ผ่านมา

จนทราบต่อมาว่า ผู้เอาบัตรไปกดเงินคือนายสมปอง สิมาเลาเต่า อายุ 34 ปี ชาว ต.ชุมแสง อ.นางรอง อาชีพขับรถเทรลเลอร์ส่งสินค้าตามห้างสรรพสินค้า และได้ไปทำงานต่างจังหวัดแล้ว

หลังจากนั้นนายสมปอง และภรรยาได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาทางโทรศัพท์มาโดยตลอด ว่าไม่เคยกดเอาเงินไป เพราะตนและครอบครัวไม่เดือดร้อนเรื่องการเงิน แต่จะคืนเงินให้จำนวน 3,000 บาท ตามคำร้องขอของนายณรงค์ศักดิ์ เพราะไม่อยากจะเสียเวลาทำมาหากิน แต่ก็อยากจะให้มีการสืบสวนหาข้อเท็จจริงว่า ”ใครเป็นคนกดเงินไป”

ล่าสุดนายสมปอง สิมาเลาเต่า ผู้ถูกกล่าวหา เดินทางมาพบ พ.ต.อ.ภควัตร ธรรมดี ผกก.สภ.นางรอง อ.นางรอง ตามหมายเรียก จากการสอบสวนเบื้องต้นนายสมปอง ยังให้การปฏิเสธ ผกก.ใช้เวลาประมาณ 30 นาที นายสมปองจึงเปิดปากยอมรับว่า ได้เป็นคนกดเอาเงินไปจริง เพียงแค่เอาเงินไปติดตัว แต่ยังไม่ได้เอาเงินไปใช้

ขณะ น.ส.ประกาย  อายุ 31 ปี ภรรยานายสมปอง กล่าวว่า ถึงเวลานี้ก็ยังไม่เชื่อว่าสามีกดเงินไปจริง เพราะไม่เดือดร้อนเรื่องเงิน แต่อยากรู้ถึงแรงจูงใจของสามีว่า ทำไมถึงไปกดเงินของเขาไป

ด้าน พ.ต.อ.ภควัตร ธรรมดี ผกก.สภ.นางรอง ระบุว่า หลังจากเกิดเรื่อง ตำรวจได้ทำการตรวจสอบทั้งกล้องวงจรปิด และหลักฐานอื่น จนมีการออกหมายเรียก และรับสารภาพในเวลาต่อมา

ทั้งนี้ตำรวจจำเป็นต้องแจ้งข้อกล่าวหา เพราะการกระทำผิดได้สำเร็จแล้ว เบื้องต้นแจ้งข้อหาลักทรัพย์ และใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบ และอยากเตือนผู้ที่คิดจะกระทำการในลักษณะนี้ เพราะถือเป็นความผิดที่ยอมความไม่ได้

ขณะที่นายณรงค์ศักดิ์ คล้ายกระแส อายุ 47 ปี ผู้ป่วยโรคไต และเป็นผู้เสียหาย ในคดีนี้ กล่าวว่า ตนมีอาชีพหาของเก่า หลังตกงานก็หวังที่จะได้เงินเยียวยาของรัฐบาล แต่ไม่คิดว่าเงินจะหายไปง่ายๆ แบบนี้

เป้าหมายส่วนตัวยังเหมือนเดิมคือไม่อยากจะให้ตำรวจดำเนินคดี เพียงแค่อยากได้เงินคืนเท่านั้น เพราะไม่อยากให้ติดคุก เพราะสงสาร แต่ก็ขึ้นอยู่กับตำรวจและกฎหมาย ส่วนตัวให้อภัย

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้‘พรีไซซ’ รับผิดชอบต่อสังคม แจกหน้ากากผ้า-เจลแอลกอฮอล์-น้ำดื่ม รวมพลังสู้โควิด-19
บทความถัดไปคนตกสีที่อยู่อีกฝั่งหนึ่ง : กฎหมายที่ไร้หัวใจ : โดย กล้า สมุทวณิช