วันที่ 21 กรกฎาคม 2559 นายสุกิจ จันทร์ทอง ผู้อำนวยการองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ภาคเหนือบน จ.ลำปาง เปิดเผยว่า จากกรณีที่จะมีการใช้ไม้สักจากภาคเหนือไปก่อสร้างตกแต่งอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ โดยทางรัฐสภาต้องการซื้อไม้สักจากองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ หรือ ออป.ไปใช้ในการก่อสร้างตกแต่ง จำนวน 5,000 ท่อน ทั้งนี้ ในส่วนของภาคเหนือบน ขอย้ำว่าขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของการสำรวจเท่านั้น ยังไม่มีการตัดไม้ เพื่อเตรียมการสำรอง หรือเตรียมจัดส่ง และขออธิบายว่า ออป.เป็นหน่วยงานทำไม้เศรษฐกิจ ที่ได้รับอนุญาตถูกต้องตามกฎหมายในพื้นที่สวนป่าของ ออป. ที่มีอยู่ 245แห่ง มีผืนป่าที่อยู่ในความดูแล 1,150,000 ไร่ เมื่อทางรัฐสภามีความต้องการซื้อไม้จากเรา จึงมีการสำรวจสวนป่าของ ออป.ทั่วประเทศ แต่ไม้สักส่วนใหญ่นั้น จะอยู่ในเขตจังหวัดภาคเหนือ โดยมีผืนป่าไม้สักอยู่กว่า 600,000 ไร่ ซึ่งขณะนี้ก็มีการสำรวจทุกแห่งในภาคเหนือ ไม่เพียงแต่ที่สวนป่าแม่หอพระ จ.เชียงใหม่
“นอกจาก จ.เชียงใหม่ ที่มีการสำรวจแล้ว ทั้งใน จ.ลำปาง แม่ฮ่องสอน และอุทัยธานี ก็มีการสำรวจด้วย ขอย้ำว่า ที่ จ.ลำปาง ที่มีสวนป่าหลายแห่ง และมีไม้สักมาก ก็เป็นเพียงแค่การสำรวจอยู่เท่านั้น ยังไม่มีการเตรียมไม้สักใด เพื่อพร้อมส่งเช่นกัน ฉะนั้น จากกระแสข่าวที่ว่า จ.ลำปาง เตรียมไว้แล้ว 2,000 ท่อน เพื่อแทนพื้นที่ จ.เชียงใหม่ ที่มีปัญหา และรอการส่งให้ทางรัฐสภานำไปก่อสร้างตกแต่งก็ไม่เป็นความจริง สำหรับการสำรวจนั้น ก็จะมีการสำรวจไม้สักที่มีอยู่ในสวนป่า ว่า มีขนาดตามต้องการของทางรัฐสภาหรือไม่ คือ มีขนาด 8 นิ้ว ยอมรับว่า เป็นขนาดที่ใหญ่ ดังนั้น จึงต้องมีการสำรวจ ว่า แหล่งใดที่มีไม้สักเศรษฐกิจที่อยู่ในความดูแลของ ออป. จะตรงกับความต้องการ” นายสุกิจ กล่าว
ผู้อำนวยการองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ภาคเหนือบน ยังเปิดเผยอีกว่า การทำไม้เศรษฐกิจของ ออป.ถือว่าเป็นการทำปกติอยู่แล้ว ซึ่งในแต่ละปีจะมีไม้เศรษฐกิขของ ออป.ตามสวนป่าต่างๆ ออกขายเฉลี่ย 60,000 – 70,000 ลูกบาศก์เมตรต่อปี คิดเป็น 400,000 – 500,000 แสนต้นต่อปี โดยในภาคเหนือลูกค้าส่วนใหญ่จาก จ.แพร่ และสุโขทัย จะสั่งซื้อไม้มากสุด เพื่อนำไปทำเฟอร์นิเจอร์ สำหรับไม้สักในไทยนั้น โดยเฉพาะทางภาคเหนือถือว่าเป็นไม้คุณภาพชั้นดี ทำให้หลายฝ่ายมองว่า อยากได้ไม้ไปก่อสร้างตกแต่งอาคารรัฐสภา ที่จะเป็นหน้าเป็นตา เป็นแลนมาร์คสำคัญของประเทศไทย ที่จะมีไม้สักไปตกแต่งให้เกิดความสวยงาม และเป็นเอกลักษณ์ เดิมทีจะมีการเลือกใช้ไม้สักจากประเทศเมียนมา แต่หลายฝ่ายก็มามองว่า อยากให้อาคารรัฐสภาไทย ใช้ไม้ไทยดีกว่า จึงมีการประสานขอซื้อไม้จากทาง ออป. ก่อนที่จะมีการสำรวจไม้ในส่วนของสวนป่า ออป. รวมถึงเขตภาคเหนือด้วย

