ความคืบหน้ากรณี บัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิ์ออกเสียงลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญ ที่ปิดประกาศไว้ที่ศาลาประชาคมบ้านพุรางนิมิต หมู่ 11 ต.ปากแพรก อ.เมือง จ.กาญจนบุรี เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ซึ่งมาพบว่าหายไปเมื่อช่วงสายของวานนี้ (21 ก.ค.) นั้น
ล่าสุดวันนี้ 22 กรกฎาคม นายบุญญะพัฒน์ จันทรอุไร รองผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดที่ติดตั้งไว้ที่ถนนฝั่งตรงข้ามกับศาลาประชาคม พบผู้ต้องสงสัยเป็นชายรูปร่างอ้วนท้วม อายุประมาณ 35-40 ปี ใส่เสื้อยืดสีชมพู นุ่งกางเกงขาสั้นสีน้ำเงิน สวมรองเท้าผ้าใบสีดำ ขับขี่รถจักรยานยนต์ โดยเข้ามาก่อเหตุในช่วงเวลาประมาณ 13.25 น. ของวันที่ 20 ก.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งชายคนดังกล่าวได้มาจอดที่หน้ากระดานติดประกาศบัญชีรายชื่อ แล้วดึงบัญชีรายชื่อไปวางไว้ที่ตะกร้าหน้ารถ จากนั้นก็ขับขี่รถออกไปอย่างใจเย็น ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ กกต.จังหวัดกาญจนบุรี ได้เข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน สภ.เมืองกาญจนบุรี เพื่อให้ติดตามชายต้องสงสัยคนดังกล่าวมาสอบปากคำเพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายแล้ว
แต่เนื่องจากภาพจากกล้องวงจรปิด จับภาพได้ในระยะไกล จึงไม่แน่ชัดว่ารถจักรยานยนต์คันดังกล่าวยี่ห้ออะไร แต่เบื้องต้นคาดว่าน่าจะเป็นรถจักรยานยนต์ยี่ห้อยามาฮ่า รุ่นสปาร์ค สีแดง หมายเลขทะเบียน ขษง 495 กาญจนบุรี หรือหมายเลขทะเบียน ขนง 485 กาญจนบุรี และจากการตรวจสอบหมายเลขทะเบียนของรถจักรยานยนต์ทั้ง 2 คันดังกล่าว เบื้องต้นพบว่าหมายเลขทะเบียน และหมวดอักษร อยู่ในพื้นที่ อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี และอยู่ในเขตอำเภอเมืองกาญจนบุรี
กระทั่งเมื่อเวลาประมาณ 21.00 น. ของวันที่ 21 กรกฎาคม เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมผู้กระทำผิดได้แล้ว ทราบชื่อคือ นายสมชาย หรือหลิม สีสันต์ อายุ 41 ปี อยู่บ้านเลขที่ 319/1 ถ.อู่ทอง ต.ปากแพรก อ.เมือง จ.กาญจนบุรี พร้อมของกลางบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิ์ออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นบัญชีรายชื่อบ้านเลขที่ 1 ถึงบ้านเลขที่ 77 ได้บริเวณที่ปั๊มน้ำมัน PT ในพื้นที่ ม.9 ต.แก่งเสี้ยน อ.เมืองกาญจนบุรี ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ได้นำตัว นายสมชาย มาทำการสอบสวนที่ สภ.เมืองกาญจนบุรี โดยเบื้องต้น ผู้กระทำผิดได้ให้ปากคำว่า ตนจะได้ขึ้นตำแหน่งผู้จัดการปั๊ม ดังนั้นต้องทำยอดลูกค้าประจำเพิ่ม จึงเข้าไปนำบัญชีรายชื่อดังกล่าวมาเพื่อแจ้งให้บุคคลมาทำบัตรสมาชิกของปั๊มเพิ่มขึ้นเท่านั้น ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องของการเมืองแต่อย่างใด แต่อย่างไรก็ตามจะต้องถูกดำเนินคดีอาญาในข้อหาลักทรัพย์ต่อไป

