หน้าแรก ภูมิภาค วอนรัฐฟังเสีย...

วอนรัฐฟังเสียงราไวย์ทุกฝ่าย อย่าด่วนตัดสินที่ดินเป็นของชาวเล แนะทางออกรัฐขอซื้อ

1.02.16 | 19:47 น.

ประธานสภาวัฒนธรรมราไวย์ วอนรัฐฟังเสียงชาวราไวย์ทุกฝ่าย อย่าเพิ่งตัดสินว่าที่ดินเป็นของชาวเลฯ เผยตนเองเป็นหลานปูทัน เจ้าของที่ดินหาดราไวย์ในอดีตให้ชาวเลอาศัยเพียง5ครัวเรือน ก่อนเพิ่มจนเกิดปัญหา แนะรัฐซื้อที่ดินช่วยชาวเลฯ

วันนี้ (1ก.พ.59) นายเสทือน มุกดี ประธานสภาวัฒนธรรมราไวย์ อายุ 68 ปี อาศัยอยู่บ้านเลขที่ 47/1 หมู่ 2 ต.ราไวย์ อ.เมือง จ.ภูเก็ต ได้เปิดเผยความเป็นมาของที่ตั้งชุมชน ชาวไทยใหม่ หรือชาวเลว่า จากที่ได้รับฟังคำบอกเล่าของปู่ เกี่ยวกับที่ดินที่ชาวใหม่อาศัยนั้น บอกว่าเดิมชาวเลจะเร่ร่อนและอาศัยเกาะแก่งต่างๆ เป็นที่พัก เช่น เกาะเฮ เกาะบอน เป็นต้น และบางส่วนก็ได้มาขอพักอาศัยในที่ดินของปู่ทัน มุกดี ซึ่งท่านก็อนุญาต ในสมัยนั้นมีประมาณ 4-5 ครอบครัว โดยได้ช่วยดูสวนมะพร้าวของปู่ด้วย และหลักฐานอีกอย่างในคราวที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จเยี่ยมประชาชนที่หาดราไวย์เมื่อปี 2502 ซึ่งตนมีอายุ 11 ปี ได้รับเสด็จด้วย ในคราวนั้นจะเห็นได้ว่า มีบ้านเรือนอยู่ไม่กี่หลัง ซึ่งสามารถเห็นได้จากภาพถ่ายดังกล่าว

จากข้อมูลของสื่อมวลชนที่มีการนำเสนอนั้นจะนำเสนอเฉพาะข้อมูลฝั่งชาวเล แต่ไม่ได้มีการมาสอบถามคนราไวย์ดั้งเดิม โดยเฉพาะคนเฒ่าคนแก่ที่มีอายุ 60-70 ปี ซึ่งมีข้อมูลและสามารถบอกเล่าเรื่องราวได้เป็นอย่างดี ส่วนของตนนั้นได้รับคำบอกเล่าจากปู่ว่า ชาวเลราไวย์ ในการมาตั้งถิ่นโดยมาขอตั้งบ้านเรือน ซึ่งช่วงแรกมีไม่กี่ครัวเรือน โดยใช้ช่วยเก็บมะพร้าว ซึ่งอยากให้มีการนำเสนอข้อมูลในส่วนนี้ด้วย และตนก็พร้อมให้ข้อมูล โดยเฉพาะในช่วง 90 ปี ยอมรับว่าขณะนี้ได้รับผลกระทบมาก โดยเฉพาะภาพที่ออกมาว่าชาวราไวย์รังแกชาวเล ซึ่งไม่เป็นความจริง

นายเสทือน ยังกล่าวด้วยว่า จากข้อพิพาทที่เกิดขึ้นนั้นคิดว่าคงไม่สามารถที่จะแก้ไขในระดับพื้นที่ได้ เพราะได้กลายเป็นปัญหาระดับชาติไปแล้ว ต้องให้รัฐบาลเข้ามาช่วยแก้ไข ในส่วนแนวทางที่อยากนำเสนอ คือ ให้รัฐบาลเข้ามาซื้อที่ดินที่เป็นที่ตั้งชุมชน ซึ่งมีประมาณ 25 ไร่ จากนั้นก็เข้าบริหารจัดการ สร้างบ้านเรือน มีการจัดระบบสาธารณูปโภค รวมทั้งจัดให้มีลานวัฒนธรรม เพื่อจะได้ใช้เป็นพื้นที่ในการสืบสานวัฒนธรรมของชาวเล เนื่องจากปัจจุบันชุมชนอยู่กันอย่างแออัด มีครัวเรือนถึง 300 กว่าครัวเรือน มีประชากรร่วม 2,000 คน รวมทั้งยังมีปัญหาต่างๆ มากมาย เช่น สุขลักษณะ ความสะอาด เป็นต้น และจากการที่ได้พูดคุยกับเจ้าของที่บางส่วน(ส่วนที่ชาวเลตั้งบ้านเรือน) พร้อมที่จะขายให้ในราคาที่เหมาะสม เพราะปัจจุบันก็ไม่สามารถเข้าไปใช้พื้นที่อยู่แล้ว

สำหรับในวันพรุ่งนี้ (2 ก.พ.59) ในส่วนของเจ้าของที่ดินซึ่งเป็นที่ตั้งชุมชนก็พร้อมที่จะเข้าร่วมประชุมกับทางจังหวัดภูเก็ตเพื่อแก้ปัญหาข้อพิพาทด้วย โดยจะมีการนำหลักฐานที่มีอยู่ไปแสดงด้วย ทั้งนี้ทั้งนั้นก็อยากให้ทุกฝ่ายได้พูดคุยกันเพื่อหาทางออกในปัญหาที่เกิดขึ้น นายเสทือนกล่าว

Advertisement