เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน ผู้สื่อข่าวเดินทางไปที่ ศรีสยามฟาร์ม ต.วังยาง อ.ศรีประจันต์ จ.สุพรรณบุรี พบกับเจ้าของฟาร์มคือ นายวิทยา บุณยพัชรินทร์ หรือที่วงการวัวเรียกกันว่า “ปลัดโหนก” ได้เปิดฟาร์มให้ชม วัวฮินดูบราซิล วัย 1 ปี หรือ เจ้าดวงตะวัน ที่ซื้อต่อมาจากเกษตรกรชาว จ.อ่างทอง ในราคา 2.3 ล้านบาท โดยมีบรรดาคนในวงการเลี้ยงวัวฮินดูบราซิลเดินทางมาร่วมชมอย่างคึกคัก พร้อมมีมาตรการป้องกันอย่างถูกสุขลักษณะ
นายวิทยากล่าวว่า ตนเองทำฟาร์มวัวมานานแล้ว โดยเป็นผู้บุกเบิกการเลี้ยงวัวฮินดูบราซิล และได้อยู่ในวงการนี้มานาน ล่าสุด ก่อนจะตัดสินใจซื้อเจ้าดวงตะวันซึ่งอยู่ที่ จ.อ่างทอง โดยตนเห็นตั้งแต่เกิดได้ 2 วัน จนกระทั่งอายุได้ประมาณ 1 ขวบ ตนได้เดินทางไปดูเจ้าดวงตะวันอีกครั้ง พอเห็นแล้วรู้สึกรัก ชอบ พบว่าเข้าลักษณะวัวงามทุกประการ ถือว่าเป็นพ่อพันธุ์ที่ดี ไม่มีตำหนิ จึงพูดคุยกับเจ้าของวัว ตกลงราคาขายที่ 2.3 ล้านบาท เพราะเจ้าดวงตะวัน ซึ่งตนคิดว่าน่าจะสามารถทำเงินต่อยอดให้ตนได้แน่นอน
นายวิทยากล่าวว่า เป้าหมายที่ซื้อเจ้าดวงตะวันคือ ขายน้ำเชื้ออย่างเดียว และตนมั่นใจว่านำเชื้อตัวนี้จะต้องแรงมาก เพราะเป็นวัวที่ต่างสายเลือด ต่างสายพันธุ์ ที่มีอยู่ ณ ปัจจุบันนี้ และถือว่ามีราคาสูงที่สุดในประเทศไทย จึงทำการมอบวัวกันและจ่ายเงินจำนวน 2.3 ล้านบาท ให้กับเกษตรกร

“ตอนนี้เกษตรกรก็กำลังประสบปัญหา ทั้งภัยแล้ง ทั้งโควิด-19 จึงต้องการปลุกกระแสเศรษฐกิจของวัว เพราะหลังจากที่ซื้อวัวตัวนี้ ได้ไปถามเกษตรกรทั่วเมืองไทย แม้แต่ตลาดนัดวัวทั่วไป ต่างกล่าวขานกันมาก เพราะขณะนี้เกษตรกรปลูกข้าวไม่ทัน แต่เดิมเกษตรกรเคยขายวัวได้ตัวละ 3-4 หมื่นบาท ตอนนี้ขายได้ 5-6 หมื่นบาท จนถึง 1 แสนบาท เหมือนสวนกระแสโควิด-19 หลังจากซื้อเจ้าดวงตะวันมาทำให้เป็นขวัญกำลังใจที่ซื้อมาแล้ว ทำให้ตลาดค้าวัวคึกคัก เกษตรกรหันมาซื้อขายกันจำนวนมาก เรียกว่าที่ซื้อมาไม่ใช่อยากดังอะไร เพราะเล่นวัวมาตั้งแต่เด็กๆ แล้ว แต่อยากช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ช่วยเหลือเกษตรกร อย่างน้อยเกษตรกรทุกครัวเรือนมีรายได้จากการเลี้ยงวัว เพราะที่ผ่านมาผู้เลี้ยงวัวฮินดูบราซิลได้รับผลกระทบจากโควิด-19 แต่ ณ ขณะนี้เกษตรกรบางรายขายลูกวัวได้ตัวละ 1-2 แสนบาทกันแล้ว ซึ่งถือเป็นอีกอาชีพหนึ่งที่ไม่ควรมองข้าม หากเราศึกษาและเรียนรู้อย่างจริงจังจนเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ ทั้งการขายน้ำเชื้อและพ่อพันธุ์ แม่พันธุ์” นายวิทยากล่าว

