หมอตะลึง!! ผ่าลำไส้หญิงวัย 60 ปี หลังปวดท้องรุนแรง พบส้มตำอุดตัน ชี้ถ้าไม่ผ่าอาจตายได้
ส้มตำอุดตัน – จากกรณี นพ.จิรัชย์ จิรธรรมโอภาส ชำนาญการแผนกศัลยกรรม โรงบาลหาดใหญ่ โพสต์ภาพ และข้อความในเฟซบุ๊กชื่อส่วนตัว “Jirat Jiratham-opas” ว่า อีกละ เคสแปลกๆ หม้ายรู่ ไอ้ไหร่ เจ็บหัวจิง! ตำบักหุ่ง อุดตัน ลำไส้ โรคอันหยั่งวะเนี้ย? เม็ดกระท้อน ก้อว่า จังซี้แล้ว เจอ “ตำบักหุ่ง Obstruction Syndrome” เข้าไป… มึนตึ๊บ ต้องไปอ่านตำราเล่มไหนวะเนี้ยยย… เอาว่า ใครใคร่อยากกินไร…กิน แต่เคี้ยวให้ละเอียดหน่อยนะครับ ปล. อัดตอนคนไข้มา F/u ขออนุญาตคุณป้าแล้วครับ
เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน นพ.จิรัชย์ เปิดเผยว่า คนไข้เข้ามารักษาเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม ด้วยอาการปวดท้องบิดๆ คลื่นไส้ อาเจียนเป็นน้ำเขียวๆ ไม่ถ่าย ไม่ผายลม รักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลจนอาการดีขึ้น ประมาณ 15 วัน จึงให้กลับบ้าน ทั้งนี้ คนไข้เป็นผู้หญิงอายุ 60 ปี เคยมีประวัติเรื่องการผ่าตัดนิ่วในตับ โดยการผ่าตับทิ้ง และนำนิ่วออกมาทั้งหมด ทำทางเดินอาหารใหม่ ครั้งนี้คนไข้มาด้วยอาการของลำไส้อุดตัน
“ส่วนใหญ่แล้ว ถ้าผู้ป่วยมีประวัติแบบนี้ สิ่งแรกที่เราจะนึกถึงก็คือ น่าจะเป็นพังผืดในลำไส้ที่เกิดขึ้นจากการผ่าตัด แต่ผลเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ไม่พบพังผืด ก็ส่งซีทีสแกนไป ปรากฏว่ามีลักษณะของสิ่งแปลกปลอมอยู่ในลำไส้เล็กในส่วนท้ายๆ กำลังจะออกไปลำไส้ใหญ่” นพ.จิรัชย์ กล่าว
นพ.จิรัชย์กล่าวอีกว่า เอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ไม่ได้บอกอะไรชัดเจน ส่องกล้องเข้าไปเจาะรูเล็กๆ จะเห็นจากรูปแผลผ่าตัดจะมีแผลบริเวณสะดือประมาณ 1 เซ็นติเมตร ส่องกล้องเข้าไปเห็นว่าลักษณะของลำไส้จะมีส่วนที่บวม และส่วนที่แฟบ ตำแหน่งที่เป็นจุดเปลี่ยนระหว่างจุดที่บวมกับจุดที่แฟบ จะเป็นจุดที่มีพยาธิสภาพอยู่แล้ว ใช้เครื่องมือจับดูแล้วมันเป็นก้อนแข็งกลมขนาดไข่ไก่
นพ.จิรัชย์กล่าวว่า คิดว่ามันน่าจะมีก้อนนิ่ว เพราะน่าจะเป็นเรื่องของโรคเดิมที่คนไข้เป็นอยู่ เลยทำการเปิดแผลเล็กๆ ประมาณ 2 เซ็นติเมตร บริเวณท้องด้านซ้าย ด้านล่าง และดึงไส้ขึ้นมา แล้วเอามือคลำ ปรากฏว่ามันเป็นก้อนแข็งลักษณะคล้ายกับก้อนนิ่ว เมื่อผ่าตัดเปิดออกมาพบเป็นก้อนกลมสีน้ำตาลรูปเหมือนไข่ไก่ เอาก้อนออกปุ๊บ ก็เย็บปิด และใส่ลำไส้กลับเข้าไปกลับ
“เอาก้อนมาบี้ มันกลายเป็นเส้น เป็นฝอย ไม่รู้ว่ามันคืออะไร เลยส่งไปที่หมอพยาธิสภาพให้เขาตรวจสอบว่ามันคืออะไร หมอพยาธิสภาพรายงานผลกลับมาบอกว่าเป็นลักษณะของอาหาร ผมกลับไปถามคนไข้ว่าคุณป้าทานอะไรที่ผิดปกติไปหรือปล่า คนไข้ดูรูป ปรากฏว่าคนไข้ก็บอกว่าเป็นมะละกอจากทานส้มตำ เป็นจากการรับประทานอาหารที่ไม่ได้เคี้ยว คนป่วยบอกว่าดูดแล้วกลืนลงไป” นพ.จิรัชย์ กล่าว
นพ.จิรัชย์กล่าวต่อว่า อาการของคนไข้ปรากฏอาการมาประมาณ 2-3 วัน อาการคนไข้เริ่มจากปวดท้องแน่น และมีอาการร่วมกับไม่ถ่ายไม่ผายลม มีท้องอืดเล็กน้อย และมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ทั้งนี้ ร่างกายมนุษย์ไม่ได้มีโครงสร้างของการย่อยอาหารโดยไม่เคี้ยว ปกติคุณหมอ แนะนำให้เคี้ยวอาหารประมาณ 50 ครั้งก่อนแล้วถึงจะกลืน ถ้าสามารถฝึกให้เป็นนิสัยได้ อาการเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้น เมื่อมีอายุมากขึ้นตัวพยาธิสภาพร่างกาย การย่อยเราก็จะเริ่มเสื่อม อาจจะทำให้มีปัญหาในเรื่องการย่อย โดยเฉพาะอาหารที่เป็นกากใยพวกผักหรือลักษณะของกลุ่มมะละกอ ที่มีลักษณะแข็ง จะทำให้ย่อยยากขึ้น ขอแนะนำว่าควรจะเคี้ยวก่อนกลืนทุกครั้ง
“โรคของลำไส้อุดตันโดยส่วนใหญ่จะมีพยาธิสภาพอยู่ 2 ตำแหน่ง คือ ลำไส้เล็ก กับลำไส้ใหญ่ แต่ในกรณีคนไข้รายนี้ เป็นลำไส้เล็กอุดตัน อาการของโรคลำไส้ใหญ่อุดตัน และลำไส้เล็กอุดตัน มีอาการคล้ายกัน ปวดท้อง ท้องอืด คลื่นไส้ อาเจียน และมีอาการไม่ถ่าย ไม่ผายลม” นพ.จิรัชย์ กล่าว
นพ.จิรัชกล่าวอีกว่า ถ้าเกิดอาการอุดตันจนอุดตันเต็มที่ จนไม่สามารถมีอะไรผ่านไปได้ ลำไส้จะเกิดอาการโป่ง บวม เนื่องจากลมไม่สามารถผ่านไปได้ อาหารไม่สามารถผ่านไปได้ ทำให้ลักษณะลำไส้กลายเป็นเหมือนลูกโป่ง ยิ่งเป่าลูกโป่งก็จะโป่งมากขึ้นเรื่อยๆ จนถึงจุดนึงก็จะมีอาการขาดเลือด พอขาดเลือดปุ๊บลำไส้จะตาย พอลำไส้ตายปุ๊บ จะเกิดอาการลำไส้แตก หรือลำไส้เน่า คนไม่ได้รับการรักษาด้วยการผ่าตัด คนไข้ก็อาจจะเสียชีวิตได้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้เดินทางไปที่บ้านเลขที่ 50 บ้านกลาง ม.5 ต.ควนลัง อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา บ้านนางสมพร ประดับจันทร์ อายุ 60 ปี คนไข้ กล่าวว่า มีอาเจียน 4-5 ครั้ง กินยาแก้ปวดก็ไม่หาย ตอนเช้าไปหาหมอเลย พอไปถึงยังเจ็บเรื่อยๆ ขอยาแก้ปวดกิน บรรเทาได้แปบเดียวมันเจ็บขึ้นมาอีก ก่อนจะมีอาการปวดท้องกินส้มตำไป 1 จาน กินกันหลายคน ตนกินไม่มาก ไม่มีฟันแล้ว ยายก็เลยดูดน้ำกินแล้วก็กลืนลงไปเลย
“กินแบบนี้ครั้งแรกเลย แล้วไปหาหมอ หมอบอกว่าลำไส้อุดตัน หมอเลยผ่าลำไส้ให้เลย อาการดีขึ้น นอนอยู่โรงพยาบาล 15 วัน หมอก็ให้กลับบ้าน บอกหมอว่ากลับบ้านได้ แต่หมอนัดไปส่องกล้องอีก ไม่คิดเลยว่ากินเข้าไปแล้วมันจะเป็นแบบนี้ วันนั้นกินเป็นครั้งแรก” นางสมพร กล่าว


