ทุ่ม 4.5 ล้าน สร้างให้เหมือนเดิม คำถามคาใจ ทำได้อย่างไร ผิดตั้งแต่แรกรื้อ เพราะไม่มีแปลนก่อนลงมือ
ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดแพร่เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน กรณีการรื้อทุบอาคารเก่าแก่อายุ 131 ปี อาคารบริษัทบอมเบย์เบอร์มาภายในบริเวณสวนรุกขชาติเชตะวัน ตำบลป่าแมต อำเภอเมืองแพร่ โดยบริษัทที่รับเหมาก่อสร้างคือ ห้างหุ้นส่วนจำกัด แพร่โกสินทร์ ที่เข้ามารับเหมาในการปรับปรุงและซ่อมแซม ด้วยงบประมาณ 4.56 ล้านบาท ตามที่ได้เสนอข่าวไปแล้วนั้น เป็นการทุบอาคารทั้งหลังและนำไม้มากองไว้เป็นกองใกล้กับจุดที่ตั้งเดิม ทำให้เกิดคำถามขึ้นมาจากผู้พบเห็นและคนแพร่ ว่า คำว่าปรับปรุงซ่อมแซม กับ การทุบทิ้ง มันคนละประเด็น และคนละความหมาย กับภาพที่เห็น และหลักการรื้อถอนของสถาปนิกนั้น การจะรื้อถอน หรือปรับปรุงซ่อมแซมต้องมีแบบแปลนที่แล้วเสร็จ และชัดเจน มีสเกล ของอาคารที่ชัดเจนด้วย
นายธีรวุฒิ กล่อมแล้ว อาชีพสถาปนิก และ ประธานภาคีเครือข่ายอนุรักษ์เมืองเก่าแพร่ กล่าวว่า การที่เราจะรื้อถอนอาคารหรือปรับปรุงโครงสร้าง อะไรสักอย่าง เราจะประกอบเข้ากันเหมือนเดิมได้ ต้องมีการทำเครื่องหมาย หรือบอกว่า ชิ้นส่วนที่รื้อออกมานั้น อยู่ตรงส่วนไหนของอาคาร และ ที่สำคัญที่สุด อาคารบอมเบย์เบอร์มา หลังที่ถูกทุบทำลายนี้ เป็นสถานปัตยกรรมที่ทรงคุณค่า ด้วยว่าการก่อสร้างเป็นช่างฝีมือในอดีต ที่ผสมผสานระหว่าง ฝีมือช่างพื้นบ้านกับ ช่างทางตะวันตก เราจึงเรียกอาคารนี้ที่ได้ยินเสมอว่า อาคารลักษณะอาณานิคม คือการผสมผสานระหว่างตะวันตก และ ช่างพื้นบ้านของเรา ที่เด่นคือการเข้ารอยต่อระหว่างหัวเสา ที่เรียกว่า การเข้าแบบ หัวเทียน คือการต่อไม้แบบให้เข้าล๊อค ยึดด้วยตัวไม่เองไม่มีตะปูตอกและหาดูได้ยากสำหรับเทคนิคการเข้าเสาแบบหัวเทียนที่ว่า ในปัจจุบันไม่ค่อยมีให้เห็น อีกทั้งอาคารดังกล่าวเป็นการก่อสร้างแบบผสมผสานระหว่างตะวันตกที่มีอากาศค่อนข้างหนาวเย็น และ ตะวันออกบ้านเมืองเราที่มีอากาศร้อน จึงทำให้เห็นการก่อสร้างอาคารมีมีระเบียงที่สวยงาม และช่องลม ที่แปลกตา อีกทั้งการประดับด้วยศิลปะทางเหนือ ลายฉลุต่างๆ ที่สวยงาม ด้วย เป็นที่น่าเสียดายที่หาชมสิ่งเหล่านี้ได้ยากแล้วในปัจจุบัน เพราะไม่สามารถเมินคุณค่าที่เสียได้ ทำให้สิ่งที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบต่อจิตใจของคนเมืองแพร่ และ ผู้ที่ได้รับทราบถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และที่สำคัญ งบ 4.56 ล้าน คงไม่เพียงพอที่จะสร้างกลับมาใหม่ให้เหมือนเดิม
ขณะที่ นายเดชา ชัยชนะ อดีต ผอ.กรมทางหลวง และวิศวกร กล่าวว่า ในการเข้ามาดำเนินการของบริษัท รับเหมาดังกล่าวในตอนแรกคือการปรัปปรุงและซ่อมแซม นั้น เมื่อทำการรื้อบางส่วนพบว่า ฐานรากไม่แข็งแรง ทำให้ต้องมีการรื้อถอนไปหมด เป็นการอ้างมากกว่าเพราะก่อนการก่อสร้างนั้น ฐานรากจะแข็งแรงหรือไม่แข็งแรงนั้นอยู่ที่พื้นที่ดินตรงที่ก่อสร้าง เพราะได้ทดสอบมาแล้วว่าการก่อสร้าง อาคารดังกล่าวเป็นการใช้รากฐานของ ฐานแผ่ ที่เหมาะสมกับพื้นที่ดังกล่าว เพราะไม่ใช่ที่ลุ่ม จะสร้างอะไรต้องมีแบบแปลนที่ชัดเจนเพื่อนำมาคำนวณและเริ่มปฏิบัติงาน ที่เกี่ยวกับโครงสร้าง ไม่ใช่เป็นในลักษณะที่เกิดขึ้น


