ส่อร้าง! สร้างเขื่อนหินทับสะแกทิ้ง 60 ล้าน หลังอดีตผู้สมัคร สส.เพื่อไทย แฉผู้รับเหมาเมินงาน

เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน นายสมนึก รุ่งกำจัด อดีตผู้สมัคร สส. พรรคเพื่อไทย เขต 3 จ.ประจวบคีรีขันธ์ เปิดเผยว่า จากปัญหาความล่าช้าผิดปกติของโครงการภาครัฐ ส่งผลกระทบทำให้ชาวบ้านเดือดร้อนบ้านเรือนเสียหายจากน้ำทะเลกัดเซาะอย่างต่อเนื่อง กรณีกรมเจ้าท่า กระทรวงคมนาคม ใช้งบ 60 ล้านบาท ก่อสร้างเขื่อนกันคลื่นแบบหินทิ้งความยาว 1,175 เมตร ที่หมู่ 2 บ้านทุ่งประดู่ ต.ทับสะแก อ.ทับสะแก โดยทำสัญญากับบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งจาก จ.ชลบุรี ตั้งแต่ปี 2560 หมดสัญญาจ้างในเดือนกรกฎาคม 2561 แต่ต่อมาผู้รับเหมาขาดสภาพคล่องและทิ้งงานโดยก่อสร้างได้เพียง 403 เมตร ในจุดที่ไม่มีบ้านเรือนของประชาชน ล่าสุดมีผู้ตรวจการกระทรวงคมนาคมไปตรวจสอบข้อเท็จจริง หลังจากปัจจุบันโครงการไม่คืบหน้า

“พบว่าที่ผ่านมามีหลายหน่วยงานของจัดซื้อบิ๊กแบ๊กไปวางที่ชายหาดหลายครั้ง แต่ถูกคลื่นซัดเสียหายทั้งหมด จากนั้นผู้ตรวจสั่งให้กรมเจ้าท่านำบิ๊กแบ๊กจากชายหาดชะอำ จ.เพชรบุรี ไปวางที่หาดทุ่งประดูตลอดแนวชายหาด เพื่อบรรเทาปัญหาจนกว่าจะได้รับงบประมาณก่อสร้าง โดยแจ้งว่ากรมเจ้าท่ามีงบก่อสร้างในปีงบประมาณ 2564 หรือในปี 2565 นั้น ส่วนตัวเชื่อว่ากรมเจ้าท่าไม่สามารถทำโครงการได้เสร็จตามเป้าหมาย หลังจากไม่มีผู้รับเหมาเสนอตัวเพื่อรับงานก่อสร้าง เพราะกลัวขาดทุน เนื่องจากในอำเภอทับสะแกไม่มีการเปิดสัมปทานทำเหมืองหินแกรนิตขนาดใหญ่ หากผู้รับเหมาจะใช้หินตามมาตรฐานที่ออกแบบไว้ จะต้องไปซื้อที่ จ.ชุมพร ห่างไป 120 กิโลเมตร (กม.) หรือใกล้ที่สุดที่ อ.ปราณบุรี ห่างออกไป 100 กม. ทำให้มีต้นทุนสูงจากค่าขนส่งไม่คุ้มค่ากับเงินงบประมาณที่เหลือจ่ายจากการทิ้งงานอีกประมาณ 40 ล้านบาท “ นายสมนึก กล่าว

นายประมวล พงศ์ถาวราเดช สส.ประจวบคีรีขันธ์ เขต 3 พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2563 ได้ตั้งกระทู้ถาม ในสภาผู้แทนราษฎร จากปัญหาการก่อสร้างเขื่อนคลื่นบ้านทุ่งประดู่ เพื่อให้กระทรวงคมนาคมเร่งรัดดำเนินการโดยด่วน ต่อมามีการชี้แจงในราชกิจจานุเบกษาแจ้งว่าจะเริ่มก่อสร้างได้ในเดือนมกราคม ถึง มีนาคม 2564 และโครงการจะเสร็จในเดือนกรกฎาคม ถึงเดือนตุลาคม 2565 แต่ส่วนตัวไม่มั่นใจว่าจะสร้างได้จริงหรือไม่ ขณะที่ประชาชนในพื้นที่ขาดโอกาสในการใช้งบประมาณแผ่นดิน หลังจากกรมเจ้าท่าไม่ทำโครงการนี้ให้เสร็จสิ้นตามเป้าหมายที่กำหนดนานหลายปี ซึ่งสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากความบกพร่องในการบริการจัดงบประมาณ

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon