เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน ที่สวนนงนุชเทรดดิชั่นเซ็นเตอร์ จ.ชลบุรี นายสนธยา คุณปลื้ม นายกเมืองพัทยา เป็นประธานการประชุมเชิงปฏิบัติการรับฟังความคิดเห็นแผนแม่บทดิจิทัล เทคโนโลยีสารสนเทศ-การสื่อสาร เมืองพัทยา และปรับปรุงข้อมูลทรัพยากรภูมิสารสนเทศขนาดใหญ่ของเมืองพัทยา (พ.ศ.2564-2568 ) มีผู้บริหารภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชนเข้าร่วมกว่า 500 คน
นายสนธยากล่าวว่า เมืองพัทยากำลังขับเคลื่อนไปข้างหน้าในทุกมิติ เพื่อก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ การลงทุน การคมนาคมขนส่งแห่งภาคตะวันออก ตามยุทธศาสตร์ “NEO Pattaya” ขณะนี้เราพร้อมแล้วที่จะนำโรดแมปตาม “แผนแม่บทเมืองดิจิทัลพัทยา” สร้างความเปลี่ยนแปลงในระยะ 5 ปีข้างหน้า มีเป้าหมายไปสู่สมาร์ท ซิตี้ ที่ทันสมัยใช้เทคโนโลยีตอบโจทย์วิถีชีวิตยุคใหม่ทั้งด้านการท่องเที่ยว การทำธุรกิจ และการพักอาศัย ผสมผสานอย่างลงตัว เช่นเดียวกับเมืองนานาชาติระดับโลก
นายสนธยากล่าวว่า โครงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก(อีอีซี) ซึ่งจะมีเงินลงทุนโครงสร้างพื้นฐานถึง 1.5 ล้านล้านบาท โดยเฉพาะสนามบินนานาชาติอู่ตะเภาและรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินนั้น เมื่อแล้วเสร็จในช่วง 5 ปีข้างหน้าจะทำให้มีคนไทยและทั่วโลกเข้ามาพัทยาถึง 70 ล้านคน ไม่เพียงนักท่องที่ยว นักธุรกิจ นักลงทุน แต่ผู้คนทุกระดับ ทั้งพนักงาน ลูกจ้าง กจะเข้ามาพักอาศัย จึงเป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องวางโรดแมป
นายสนธยากล่าวว่า เมืองพัทยายุคใหม่จะยกระดับเทคโนโลยี (Digital Transformation) สร้างความความสะดวกสบายให้ประชาชนผ่าน แพลตฟอร์มดิจิทัล อาทิ บริการภาครัฐที่ดีขึ้น ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา การเรียนรู้ตลอดชีวิต เพิ่มโอกาสทำธุรกิจคนรุ่นใหม่ นำระบบดิจิทัลพัฒนาการขนส่ง จราจร ท่องเที่ยว การแพทย์ การวางผังเมือง สิ่งแวดล้อม รวมถึงความสามารถในการแข่งขันทำให้พัทยาโดดเด่นเป็นศูนย์กลาง
“แผนแม่บทดิจิทัลพัทยาที่ประกาศวิสัยทัศน์วันนี้มีความสำคัญมาก เป็นการพลิกโฉมเมืองพัทยาหลังผ่านวิกฤตโควิด-19 ไปสู่การเป็นเมืองนานาชาติที่สมบูรณ์ ด้วยการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาบริหารจัดการและให้บริการประชาชน ถึงเวลาแล้วที่ทุกฝ่ายต้องร่วมกันเดินสู่เป้าหมายยุทธศาสตร์ NEO Pattaya เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ดึงดูดการท่องเที่ยวและนักธุรกิจ เป็นเมืองศูนย์กลางแห่ง EEC ได้อย่างแท้จริง”นายสนธยากล่าว
นายสนธยากล่าวว่า แผนแม่บทดิจิทัลฯนี้ เป็นความร่วมมือระหว่างเมืองพัทยาและคณะภูมิสารสนเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา เน้นการวางแผนดำเนินการใน 8 กลยุทธ์ ได้แก่ 1. พัฒนาหลักสูตรการจัดการเรียนรู้ตลอดชีวิตด้วยดิจิทัล 2.พัฒนาบุคลากรเมืองพัทยา ครู และนักเรียนสังกัดเมืองพัทยา ภาคธุรกิจ และภาคประชาสังคม 3.พัฒนาบริการด้วยนวัตกรรมดิจิทัล 4.พัฒนาแพลตฟอร์มกลาง เมืองพัทยา 5.พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ 6.จัดทำนโยบายและแนวทางปฏิบัติในการรักษาความมั่นคงปลอดภัยด้านสารสนเทศ 7. พัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารตามกรอบ “เมืองอัจฉริยะ” และ 8.พัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารตามกรอบความพร้อมเป็น “รัฐบาลดิจิทัล”
“แผนแม่บทดิจิทัลฯพัทยาช่วง 5 ปีข้างหน้า จะนำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศขนาดใหญ่ หรือ บิ๊ก ดาต้า มาเชื่อมต่อกับทุกระบบการทำงาน พัฒนาแอพพลิเคชั่นเข้าถึงประชาชนในทุกระดับ สัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงอย่างน้อย 3 ด้าน คือ ด้านเศรษฐกิจ ใช้ระบบ 3 มิติพลิกโฉมการท่องเที่ยวเพิ่มรายได้สู่ท้องถิ่น การติดต่อราชการรวดเร็วโปร่งใส ด้านการอยู่อาศัย มีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินตลอด 24 ชั่วโมง ด้วยระบบกล้องวงจรปิดเชื่อมต่อห้องสั่งการเมืองพัทยา ระบบสาธารณสุขนำนวัตกรรมใหม่ๆ เช่น การจองคิวรับบริการไม่ต้องรอนานหรือมีบริการให้คำปรึกษาแบบทางไกล (Telemedicine) ส่วนด้านการศึกษา ยกระดับเด็กและเยาวชนด้วยเรียนการสอนโดยใช้สื่อดิจิทัล ความรู้จากนวัตกรรมอากาศยานไร้คนขับ และสร้างคนรุ่นใหม่”นายสนธยากล่าว
ด้านนายกฤษนัยน์ เจริญจิตร คณบดีคณะภูมิสารสนเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ในฐานะหัวหน้าโครงการฯ พร้อมคณะ ได้นำเสนอแผนปฏิบัติงานเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารแม่บทดิจิทัลฯ ที่มุ่งเน้นความยั่งยืนในทุกๆ มิติ แก้ไขปัญหาในภาพรวมของเมืองพัทยาและเกิดประโยชน์ต่อประชาชน ได้แก่ 1. แผนงานจัดการเรียนรู้ตลอดชีวิตด้วยดิจิทัลเพื่อพัฒนาศักยภาพทุนมนุษย์ 2.แผนงานพัฒนาศักยภาพบริการภาคธุรกิจและภาคประชาสังคมด้วยนวัตกรรมดิจิทัล 3.แผนงานพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่อรองรับวิถีชีวิตประชาชน 4.แผนงานพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ และ 5.แผนงานส่งเสริมเมืองพัทยาเป็นองค์กรดิจิทัลสมรรถนะสูงมุ่งสู่เมืองอัจฉริยะและเป็นรัฐบาลดิจิทัล
“เมืองพัทยาในอนาคตจะเป็นดิจิทัลออฟฟิส ลดสำเนา ลดความยุ่งยากต่างๆ สำหรับประชาชน ไม่ต้องมารอคิวนานๆ พัฒนาเทคโนโลยีที่คนทั่วไปเข้าถึงได้ง่าย มีไลน์พัทยาเพื่อสนับสนุนการให้บริการ เช่น จองคิวโรงพยาบาล บัตรประชาชน ทะเบียนบ้าน ปัญหาน้ำไฟฟ้า ความปลอดภัย มีตัวกลางช่วยประสานให้ได้รับความสะดวก” นายกฤษนัยน์กล่าวและว่า เมื่อประชาชนมีปัญหาโทรแจ้งขอความช่วยเหลือ เช่น น้ำท่วม อุบัติเหตุ อาชญากรรม ฯลฯ จะส่งโดรนออกไปล่วงหน้าและรายงานกลับมาแบบเรียลไทม์ ก่อนส่งเจ้าหน้าที่ไปจุดเกิดเหตุ จะทำให้นักท่องเที่ยวมีความปลอดภัยในที่สาธารณะ และแก้ปัญหาเรื่องการจราจร เพิ่มความมั่นใจเข้ามาใช้ชีวิตในเมืองพัทยามากขึ้น

