เมื่อวานนี้ (26 กรกฎาคม) เวลาประมาณ 16.30 น. น.ส.นภัสสร เพอรัตน์ อายุ 20 ปี จากต.ปาล์มพัฒนา อ.มะนัง จ.สตูล พร้อมด้วยญาติพี่น้องนำเอกสารแจ้งขอความเป็นธรรมจากกรณีบุตรเสียชีวิตจากการคลอด ยื่นต่อนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด โดยนายวิมาน ปันดีกา นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสตูล รับแทน ที่ห้องประชุมสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสตูล ต.พิมาน อ.เมือง จ.สตูล อ้างถึงโรงพยาบาลมะนังไม่ดูแลอย่างทั่วถึงเป็นเหตุทำให้ลูกที่อยู่ในท้องเสียชีวิต โดยมายื่นหนังสือขอความเป็นธรรมในครั้งนี้
น.ส.นภัสสร กล่าวว่า จากเหตุกรณีเมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2559 ได้มีอาการปวดท้องจากการตั้งครรภ์และครบกำหนดเวลาคลอด และได้ฝากครรภ์ไว้ที่คลินิกละงู และโรงพยาบาลมะนัง แต่เนื่องจากโรงพยาบาลมะนังอยู่ใกล้กับบ้าน จึงเดินทางเข้ารับการดูแลในการคลอดที่โรงพยาบาลมะนัง เพราะมีความสะดวกและน่าปลอดภัยต่อการคลอดบุตร โดยตนเองได้ไปโรงพยาบาลมะนังในเวลาตี 3 ของคืนวันที่ 12 ก.ค. ซึ่งมีอาการปวดท้องจากการเจ็บครรภ์ เริ่มมีอาการในตอนเช้าของวันที่ 12 มาแล้วในตอนกลางวัน จากการตรวจวินิจฉัยของพยาบาลในขณะนั้นพบว่าปากมดลูกยังไม่เปิดจึงให้ข้าพเจ้านอนรออยู่ในห้องคลอดโดยไม่ได้รับการดูแล ในการตรวจเบื้องต้นมีแต่พยาบาลทำหน้าที่แทนแพทย์เวรที่ทำหน้าที่อยู่
จนกระทั่งรุ่งเช้าของวันที่ 13 กรกฎาคมที่ผ่านมา ในเวลาประมาณ 6 โมงเช้า พยาบาลได้เข้ามาตรวจพบว่าปากมดลูกเปิดขึ้นประมาณ 2 ซม. และทางพยาบาลแจ้งมาอีกว่า ปากมดลูกยังหนาอยู่อีก แต่ข้าพเจ้าจะมีอาการเจ็บท้องอยู่และเจ็บทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ และต่อมาข้าพเจ้าก็ยังไม่ได้พบกับแพทย์เวรหรือแพทย์ผู้ชำนาญการในด้านการรักษาการทำคลอดเลย มีแต่พยาบาลที่คอยแจ้งอาการกับตน ตนปวดท้องตลอดเวลาและมีอาการอาเจียนในตอนเที่ยง พยาบาลได้เอาปัสสาวะและเลือดไปตรวจและมาแจ้งกับข้าพเจ้าว่ากระเพาะปัสสาวะติดเชื้อสูงมากและฉีดยาให้ 1 เข็ม
ต่อมากลางคืนวันที่ 13 ตนก็ยังไม่ได้รับการตรวจจากแพทย์เวรเลย จนถึงเวลาประมาณตี 2 ข้าพเจ้าปวดท้องอย่างมากและพบว่ามีน้ำคร่ำไหลออกมามาก จึงรีบบอกพยาบาลแต่พยาบาลบอกว่ายังไม่คลอดเพราะปากมดลูกยังเปิดแค่ 2 เซนติเมตร ในคืนนั้นตนก็ยังไม่ได้รับการตรวจวินิจฉัยอย่างถูกต้องและทันท่วงทีด้วยความทรมานทั้งร่างกายและจิตใจเพราะไม่ได้รับคำแนะนำตลอดจนการช่วยเหลือเพราะไม่พบแพทย์เลยตั้งแต่วันที่ 12 มาแล้ว และเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2559 แม่ตนรับรู้อาการของข้าพเจ้ามาตลอดและเห็นว่าตนไม่ได้รับการดูแลจากแพทย์ที่ปฏิบัติหน้าที่ในโรงพยาบาลเลยจึงได้ไปแจ้งแพทย์ที่ชื่อ ชนิดา เพ็ชรศรี ด้วยตนเองขอให้ส่งตัวข้าพเจ้าโดยด่วนไปยังโรงพยาบาลที่มีแพทย์คอยดูแลมากกว่านี้แต่ได้รับการนิ่งเฉยจากแพทย์ชนิดา
น.ส.นภัสสร กล่าวอีกว่า พยาบาลบอกว่ามดลูกยังไม่เปิด แต่ข้าพเจ้าพบว่าอาการดิ้นของบุตรข้าพเจ้าลดน้อยลง ซึ่งข้าพเจ้ากระวนกระวายใจเป็นอย่างมากว่าอาจจะมีผลอย่างใดอย่างหนึ่งกระทบต่อการคลอดลูกของข้าพเจ้า จึงไปร้องขอการส่งตัวอีกกับพยาบาลที่พอจะช่วยเหลือได้คือพยาบาลหน้าห้องตรวจแต่พยาบาลบอกว่าไม่สามารถช่วยได้เพราะอยู่คนละแผนกกัน ขณะที่อาการปวดและการดิ้นของบุตรข้าพเจ้าเริ่มลดลง จึงได้บอกแม่ว่าอยากจะกลับบ้านแต่พยาบาลบอกว่าน้ำคร่ำออกมามากแล้ว แต่กลับไม่ได้เมื่อเวลา 18.30 น. ด้วยความตกใจและไม่ทราบว่าจะแก้ปัญหาอย่างไรแม่ของข้าพเจ้าจึงได้เดินทางไปขอคำแนะนำจากแพทย์ที่โรงพยาบาลละงู ซึ่งแพทย์บอกว่าให้โรงพยาบาลมะนังส่งตัวมาที่โรงพยาบาลละงู แม่ของข้าพเจ้าจึงเดินทางกลับมาแจ้งที่โรงพยาบาลมะนัง พยาบาลบอกว่าวันที่ 15 ก.ค.2559 จึงจะส่งตัวข้าพเจ้าต้องนอนรออยู่อีกทั้งที่อาการดิ้นของบุตรลดน้อยลงอย่างมาก
“จนเมื่อประมาณเวลาตี 2.15 น.ของคืนวันที่14 ก.ค.นั้น ข้าพเจ้ามีอาการหนาวสั่นเป็นไข้ความดันโลหิตจากการวัด 180 จึงทำให้พยาบาลและแพทย์ได้เข้ามาตรวจให้ข้าพเจ้านำเครื่องออกซิเจนมาให้ ไปได้ไม่นานออกซิเจนหมดแต่ก็ไม่มีพยาบาลนำมาเปลี่ยนให้หายเงียบไปจนกระทั่งรุ่งเช้าของวันที่ 15 กรกฎาคม 2559 แม่ของข้าพเจ้าจึงได้นำข้าพเจ้าออกจากโรงพยาบาลมะนังไปโรงพยาบาลละงูด้วยตนเองโดยใช้พาหนะรถส่วนตัวของแม่ข้าพเจ้า เมื่อถึงโรงพยาบาลละงูแพทย์เวรเตือน และบอกว่าต้องเข้าห้องผ่าตัดในเวลา 10 โมง ข้าพเจ้าได้รับการผ่าตัดการคลอดและแพทย์แจ้งว่าเด็กสำลักน้ำคร่ำและหัวใจเต้นน้อยทำการผ่าตัดไปประมาณ 30 นาที ต่อมาบุตรข้าพเจ้าได้สิ้นลมหายใจ ดังนั้นตนเองจึงมาขอความเป็นธรรมเพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยเหลือด้วยเพราะไม่อยากให้เกิดกับใครอีก” น.ส.นภัสสร กล่าว
ด้านนายภาณุ เพ็ชรประดับ เป็นคนให้คำปรึกษากับแม่เด็กเสียชีวิต กล่าวว่า ญาติพี่น้องเสียใจกับการจากไปของลูกและมาปรึกษาในฐานะตนเองพอรู้กฎหมายก็ควรที่จะเดินทางมาร้องขอความเป็นธรรมเพราะอย่างไรหากผิดตั้งแต่การไม่เอาใจใส่ดูแลของโรงพยาบาลจริงหรือไม่ ทางสาธารณสุขสามารถตรวจสอบได้เพราะคงไม่เข้าข้างกันเองแน่ ชีวิตที่สูญเสียไปในครั้งนี้จะได้เป็นอุทาหรณ์ว่าอย่าไว้ใจใครทั้งสิ้น
ขณะที่ นายวิมาน ปันดีกา นักวิชาการสาธารณสุขชำนาญการ กล่าวว่า ตนเองรับทราบเรื่องแล้วจะนำเรียนต่อนายแพทย์สาธารณสุขเพื่อรับทราบและตรวจสอบต่อไปพร้อมจะมีการตั้งคณะกรรมการสอบหรือไม่ต้องมีประชุมก่อน

