วันที่ 27 กรกฎาคม นายรัฐกรณ์ บกแก้ว ปฏิรูปที่ดิน จ.อุตรดิตถ์ กล่าวถึงการจัดสรรที่ดิน ส.ป.ก.บริเวณบึงกะโล่ ครอบคลุมพื้นที่ 3 ตำบลคือ ต.ป่าเซ่า ต.คุ้งตะเภา และ ต.หาดกรวด อ.เมืองอุตรดิตถ์ ว่า หลังจากมีการคัดค้านการจัดสรรที่ดิน ส.ป.ก.บริเวณบึงกะโล่ของนายสมศักดิ์ หอมเพียร กำนัน ต.ป่าเซ่า นายไพฑูรย์ พรหมน้อย กำนัน ต.คุ้งตะเภา และนายกสมาคมกำนันผู้ใหญ่บ้าน จ.อุตรดิตถ์ และกลุ่มชาวบ้านที่เข้าไปใช้ประโยชน์ร่วมกัน ขณะเดียวกันก็มีการร้องขอให้ปฏิรูปที่ดิน จ.อุตรดิตถ์ จัดสรรที่ดินรอบบึงกะโล่ให้ ปัจจุบันก็ยังมีความขัดแย้งกันอยู่ระหว่างประชาชนทั้ง 2 กลุ่ม
“ได้ให้เจ้าหน้าที่ปฏิรูปที่ดิน จ.อุตรดิตถ์ นำประกาศกำหนดพื้นที่เป้าหมายการดำเนินการกับผู้ครอบครองที่ดินในเขต ส.ป.ก.โดยมิชอบ ไปปิดประกาศไว้ที่บ้านกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน 3 ตำบล เพื่อให้ประชาชนที่เข้าไปใช้ประโยชน์ในที่ดิน ส.ป.ก.ซึ่งครอบคลุมบึงกะโล่ทั้งหมดด้วย ให้นำเอกสารโฉนด โฉนดตราจอง หรือตราจอง หนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) น.ส.3ก น.ส.3ข หนังสือการแจ้งครอบครอง (ส.ค.) 1 ส.ค.2 และใบจอง มาแสดงต่อเจ้าหน้าที่ หากไม่มีเจ้าหน้าที่ทหารจะยึดคืน การดำเนินการดังกล่าวเพื่อให้เป็นไปตามการประกาศ ม.44 ของ คสช.” นายรัฐกรณ์ กล่าว
ด้านนายสมศักดิ์ กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยที่ปฏิรูปที่ดิน จ.อุตรดิตถ์ ใช้ ม.44 ของ คสช.ครอบคลุมพื้นที่บึงกะโล่เพียง 1,200 ไร่เศษเท่านั้น เพราะพื้นที่บึงกะโล่มีทั้งหมดราว 7,400 ไร่ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ ได้สิทธิใช้ประโยชน์เพียง 2,500 ไร่เท่านั้น ส่วนที่เหลือมากกว่า 4,900 ไร่เศษ แต่ทำไมจะประกาศให้ผู้ที่มีเอกสารสิทธิมาแสดงเพียง 1,200 ไร่เท่านั้น ส่วนที่เหลือ 3,700 ไร่ทำไมไม่ประกาศให้ครอบคลุมทั้งหมด หรือจะนำไปจัดสรรให้กับใคร หรือ 3,700 ไร่ มีการจัดสรรไปแล้วแบบเงียบๆ หากเป็นเช่นนี้น่าเสียดายที่ชาวบ้านที่ใช้ประโยชน์ร่วมกันจะไม่มีสิทธิได้ใช้ประโยชน์อีกต่อไป

