หน้าแรก ภูมิภาค เดือดร้อน! ชุ...

เดือดร้อน! ชุมชนชัยนาทร้องถูกไล่ที่ หลังนายทุนอ้างซื้อจากตัวแทนฯ แต่ชาวบ้านไม่รู้เรื่อง

29.07.16 | 11:49 น.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม  ชาวบ้านในชุมชนสุขใจ ชุมชนแออัดในตัวเมืองชัยนาท ได้ร้องทุกข์ต่อสื่อมวลชนว่า ที่ดินภายในซอยสุขใจที่อยู่อาศัยมาหลายชั่วอายุคน และมีโฉนดถูกต้องโดยมีผู้ถือกรรมสิทธิ์ร่วมกัน 23 คน ได้มีบุคคล 2 รายที่มีชื่อครอบครองร่วมในโฉนดได้แอบนำโฉนดไปจำนองกับนายทุน โดยอีก 21 คนไม่รู้เรื่อง จนกระทั่งนายทุนได้ประกาศยึดที่ดินดังกล่าวหลังจากไม่มีการชำระหนี้ตามสัญญา ทำให้ชาวบ้านในชุมชนกว่า 100 ชีวิต เริ่มกลัวว่าจะไม่มีที่อยู่อาศัยและต้องสูญเสียที่ดินที่รุ่นปู่ ย่า ตา ยายมอบไว้ให้ไปโดยไม่ชอบธรรม จึงวอนขอให้สื่อมวลชนช่วยเป็นกระบอกเสียงขอความเป็นธรรม พร้อมทั้งนำสำเนาโฉนดที่ดินและหมายเรียกจากศาลให้สื่อมวลชนดู โดยยืนยันว่าจะไม่ยอมให้มีการซื้อขายโดยเด็ดขาด

น.ส.เป้า ชื่นนคร ตัวแทนของ 21 ผู้ถือสิทธิครอบครองที่ดินในชุมชนสุขใจ กล่าวว่า มีผู้ถือสิทธิจำนวน 2 คน ได้แอบทำการขายสิทธิในการครอบครองที่ดินและได้นำโฉนดไปให้กับนายทุน ภายหลังทราบเรื่องกลุ่มของพวกตนทั้ง 21 ราย พยายามไปขอโฉนดที่ดินคืน แต่นายทุนดังกล่าวไม่ยอม จนต้องมีการฟ้องร้องกันเกิดขึ้น โดยศาลได้ตัดสินให้นายทุนผู้ซื้อ ได้สิทธิครอบครองได้เฉพาะที่ดินส่วนของ 2 รายที่ทำการจำนองเท่านั้น แต่ด้านนายทุนไม่ยอม และดำเนินการทางคดีต่อ โดยได้นัดไปเจรจาที่สำนักงานบังคับคดี ซึ่งพวกตนยินยอมยกที่ส่วนด้านหน้าชุมชนให้คู่กรณี แต่คู่กรณีมีเงื่อนไขให้ทั้งชุมชนสร้างบ้านใหม่ให้เป็นตึกแถวโดยอ้างเพื่อปรับภูมิทัศน์ ให้เข้ากับอาคารพาณิชย์ที่นายทุนจะสร้างบนที่ดินที่รับซื้อ แต่ชาวบ้านไม่ยอมเพราะแต่ละรายไม่มีเงินที่จะทำตามได้

จนเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมามีหมายศาลมาแปะไว้ตามบ้านทุกหลังที่อยู่ในชุมชนดังกล่าว โดยมีใจความว่า วันที่ 19 เม.ย.2559 นางสาวพนมศรี นิลกำแหง โจทก์ที่ 1 กับพวก รวม 3 คน ได้ร้องขอให้บังคับคดีตามพิพากษา ซึ่งศาลมีคำสั่งให้โจทก์ทั้ง 3 กับจำเลยทั้ง 21 คน ตกลงแบ่งแยกกรรมสิทธิ์ร่วมกันเองในที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 751 ตำบลในเมือง จังหวัดชัยนาท เนื้อที่ 2 ไร่ 2 งาน 20 ตารางวา หรือจำนวน 1,020 ตารางวา โดยให้แบ่งแต่ละคนโดยของโจทก์ทั้ง 3 คน มี จำนวนเนื้อที่รวม 226.67 ตารางวา ส่วนของจำเลยที่ถือสิทธิอีก 21 คน รวมแล้วเหลือ 793.33 ตารางวา หากไม่สามารถตกลงแบ่งแยกกันดังกล่าวนั้นก็ให้นำที่ดินพิพาทออกขาย โดยวิธีการประมูลราคาระหว่างกันเองแล้วเอาเงินที่ได้แบ่งกันตามส่วน ถ้าไม่สามารถประมูลราคาขายระหว่างกันเองได้ให้นำที่ดินพิพาทนั้นออกขายแล้วนำเงินที่ได้แบ่งกันตามส่วน ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความเป็นพับ ซึ่งราคาประเมินนั้นอยู่ที่ 15,708,000 บาท ซึ่งคดีนี้โจทก์ได้ทำการยื่นฟ้องไปเมื่อวันที่ 24 ก.ค.2559

“ก่อนหน้านี้ชาวบ้านได้ร้องศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดชัยนาท แต่ทางศูนย์ฯ ก็บอกว่าไม่สามารถช่วยเหลืออะไรได้ เพราะเรื่องราวและคดีความนั้นได้จบไปแล้ว พวกตนก็หมดหนทาง และยังคาใจเพราะไม่มีใครยินยอม เห็นดีเห็นงามกับการต้องโดนไล่ที่ ซึ่งคนในชุมชนสุขใจ เป็นคนหาเช้ากินค่ำ ทำงานรับจ้าง หากินไปวันๆ ซึ่งบ้านที่อาศัยกันอยู่ทุกวันนี้ก็อยู่มากัน 100 ปี มีทั้งหมด 40 หลังคาเรือน อยู่รวมกันกว่า 100 ชีวิต อยู่ดีๆ จะให้ขาย ให้สร้างบ้านใหม่ ให้ซื้อบ้านใหม่ ชาตินี้ก็คงไม่มีปัญญา เพราะแต่ละครอบครัวก็มีลูกมีหลานต้องดูแล อยากวอนขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยเหลือในเรื่องนี้ด้วย เพราะพวกตนยังไม่มีใครอยากขายที่ดินสักคน มีเพียงแค่ 2 คน ที่ขายไป แล้วทำไมคนส่วนใหญ่จะต้องย้ายออกหรือขายที่ดิน สมบัติของบรรพบุรุษด้วย” น.ส.เป้า กล่าว