จากกรณี นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ อดีต ส.ส.ขอนแก่น ปัจจุบันดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีเมืองบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น ออกมาแสดงความไม่พอใจกรณีสื่อมวลชนนำเสนอภาพข่าวตัวเองคู่กับหญิงสาวจนสังคมออนไลน์ตั้งคำถามว่าเป็นการแต่งงานหรือไม่ จนเกิดประเด็น นพ.เปรมศักดิ์ ไม่พอใจ และเรียกผู้สื่อข่าวที่ไปรอทำข่าวเข้าห้องทำงานแล้วจับนักข่าวถอดกางเกงออกนั้น
ความคืบหน้าล่าสุดเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่เพื่อสอบถามความเห็นของประชาชนที่ส่วนใหญ่ปิดปากสนิท แต่จะไปเสียงดังในกลุ่มพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนที่อาศัยอยู่ในเขตเทศบาลเมืองบ้านไผ่ ต่างพากันจับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์เรื่องที่เกิดขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่มีความเห็นว่า การกระทำของ นพ.เปรมศักดิ์ เป็นการกระทำที่สวนทางกับภาพลักษณ์ ซึ่งบางกลุ่มก็ไม่เชื่อว่าหมอเปรมจะมีพฤติกรรมเช่นนี้ จนเกิดกระแสเรียกร้องให้มีการตรวจสอบอย่างจริงจัง ซึ่งหากว่าผิดก็ให้ลงโทษขั้นเด็ดขาด เนื่องจากเห็นว่า นพ.เปรมศักดิ์เป็นบุคคลสาธารณะเป็นคนพิเศษ โดยเฉพาะโรงเรียน ข.ก.5 บ้านไผ่ ได้ยกย่องเชิดชู ซึ่งยังตั้งให้เป็นครูพิเศษ มีหน้าที่ให้คำปรึกษานักเรียนมาแล้วหลายรุ่น อย่างไรก็ตาม ประชาชนส่วนใหญ่ไม่กล้าพูดถึงเรื่องดังกล่าวเนื่องจากเกรงกลัวอิทธิพล แต่ก็ยังมีประชาชนและนักการเมืองท้องถิ่นหลายคนที่ต้องการให้เปิดเผยเรื่องนี้ และพร้อมที่จะเปิดหน้าชน “หมอเปรม”
นายเดชดำรง สิงคลีบุตร ส.อบจ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น กล่าวว่า เรื่องภาพคล้ายกับพิธีการแต่งงานของหมอเปรมกับเด็กนักเรียนชั้น ม.5 ในโลกออนไลน์เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2559 ทำให้ทางคณะศิษย์เก่าโรงเรียนบ้านไผ่ ข.ก.5 ได้ปรึกษากันว่า ทำไมสถาบันที่เรารักจึงเกิดเรื่องราวเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น ต่อมาก็ปรากฏข่าวมาโดยตลอด จากนั้นตนในฐานะศิษย์เก่าและคนบ้านไผ่จึงลงพื้นที่สอบถามข้อเท็จจริงกับประชาชนในละแวกนั้น ซึ่งพบว่าเป็นความจริงตามที่มีคนพูดกัน โดยมีพิธีการสู่ขอตามภาพจริง ซึ่งถือเป็นการยอมรับ ส่วนทางภาคเหนือเรียกว่าเสียผี มีการผูกข้อต่อแขน เอาเงินสินสอดมาวาง ดังนั้น ในฐานะที่เป็นนักการเมืองท้องถิ่นและยังเป็นคณะศิษย์เก่าจึงเกิดความไม่สบายใจอย่างมาก เพราะ นพ.เปรมศักดิ์ก็เป็นศิษย์เก่าโรงเรียนบ้านไผ่ ข.ก.5 ซึ่งได้รับการแต่งตั้งให้เป็นประธานกรรมการสถานศึกษาของโรงเรียนแห่งนี้ ถือว่าเป็นตำแหน่งอันสูงยิ่ง ที่สำคัญยังเป็นอาจารย์พิเศษที่สอนในโรงเรียนและสอนเด็กด้วย ซึ่งหากมากระทำอย่างนี้ตามข่าวแล้วก็เป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม
“ดังนั้น ในนามคณะศิษย์เก่าและศิษย์ปัจจุบันพร้อมผู้ปกครองจึงได้ทำหนังสือ เพื่อที่จะไปยื่นให้โรงเรียนทบทวนถึงพฤติกรรมของหมอเปรมว่าเหมาะสมหรือไม่ที่ได้ทำกับเด็กและเยาวชนเช่นนี้ ซึ่งหากไม่เหมาะสมก็ให้ปลดออกจากประธานกรรมการสถานศึกษาทันที และเท่าที่ทราบทางสถานศึกษาก็ได้สั่งปลดออกจากตำแหน่งนี้แล้ว” นายเดชดำรงกล่าวและว่า ชาวบ้านไผ่มองว่า สำหรับหมอเปรมนั้นยังเป็นผู้บริหารท้องถิ่นขนาดใหญ่ของ อ.บ้านไผ่ คือเป็นนายกเทศมนตรีเมืองบ้านไผ่ ซึ่งถือเป็นบุคคลสาธารณะ คำว่าบุคคลสาธารณะนั้น ประชาชนหรือใครก็ตามสามารถไปมาหาสู่หรือเข้าไปปรึกษาหารือในองค์กรซึ่งเป็นสถานที่ราชการที่หมอเปรมดูแลได้เสมอ แต่ที่ทำให้ชาวบ้านไผ่เสียใจคือกลุ่มสื่อมวลชนเข้าไปพบแต่กลับกักขังหน่วงเหนี่ยวและจับแก้ผ้านั้น มันเกินไปสำหรับผู้บริหารที่ทำเช่นนั้น จึงขอวอนผู้ดูแลกฎหมายควบคุมดูองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและการศึกษา ทั้งกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงศึกษาธิการตรวจสอบหาข้อเท็จจริง ถ้าผิดก็ให้ดำเนินการตามกฎหมาย เพราะไม่เป็นสิ่งดีและทำให้ชาวบ้านไผ่เสียใจอย่างมาก
นายเดชดำรงกล่าวอีกว่า สำหรับเรื่องดังกล่าวที่เกิดขึ้นทั้งหมดทราบว่ามีการตรวจสอบอยู่ ดังนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรที่จะดำเนินการให้หมอเปรมหยุดการปฏิบัติหน้าที่นายกเทศมนตรี หรือให้ออกจากตำแหน่งไว้ก่อนจนกว่าจะมีการตรวจสอบว่าผิดหรือไม่ผิด อีกทั้งขอเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ใช้ ม.44 ทวงคืนศักดิ์ศรีให้ชาวบ้านไผ่ด้วย
นายเดชดำรง กล่าวอีกว่า การรวมตัวกันเพื่อทวงศักดิ์ศรีของชาวบ้านไผ่คงจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน แต่ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ เพราะเท่าที่ทราบยังไม่มีหน่วยงานใดเข้ามาเป็นตัวแทนเพื่อที่จะตรวจสอบเรื่องนี้อย่างจริงจัง มีเพียง ตำรวจ และทางจังหวัด ที่ยังคงทำหน้าที่นั้น จนทำให้เกิดขึ้นสังเกตว่าคดีนี้จะมีการดำเนินการเป็นไปขั้นตอนทางกฏหมายด้วยความยุติธรรมหรือไม่ เพราะในขณะนี้เท่าที่ทราบทางจังหวัดได้ตั้งให้ นายสุรชัย วัฒนาอุดมชัย ปลัดจังหวัดขอนแก่น ทำหน้าที่เป็นกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง แต่ในกรณีนี้ไม่ใช่ว่าไม่มั่นใจกรรมการที่จะให้ความเป็นธรรม แต่สำหรับคนในพื้นที่นั้น เป็นที่รู้กันว่า อาจจะมีความสัมพันธ์อะไรกันหรือไม่ ซึ่งแน่นอนว่าหากผลสอบออกมาไม่ตรงตามความจริงก็จะต้องมีการร้องขอความเป็นธรรมในระดับที่สูงต่อไป
นายเดชดำรง กล่าวต่อว่า ทั้งนี้เท่าที่ทราบนอกจากหมอเปรม จะเป็นได้รับแต่งตั้งเป็นประธานกรรมการสถานศึกษาของโรงเรียนบ้านไผ่ ข.ก.5 แล้ว ยังเป็นอาจารย์พิเศษที่สอนวิชาสังคม และสอนสารพัดเรื่องหรือแนะแนวให้กับเด็กนักเรียนในโรงเรียน และยังมีห้องสอนส่วนตัวด้วย โดยห้องดังกล่าวเขียนป้ายติดไว้หน้าห้องว่า “ห้องพี่หมอเปรม” อยู่ในตึก 5 เพิ่งสร้างใหม่ ซึ่งทราบจากคณะครูว่าหมอเปรมนำเงินมาสร้างจำนวน 1 แสนบาท เพื่อที่จะที่เข้ามาสอนเด็กเมื่อช่วงเปิดเทอมที่ผ่านมา ซึ่งยังเคยสอนเด็กนักเรียนสาวดังกล่าวด้วย แต่กลับมาปรากฏเป็นภาพข่าวในโลกโชเชียลกับเด็กนักเรียน ดังนั้นบรรดาศิษย์เก่า ศิษย์ปัจจุบัน และผู้ปกครองจึงต้องการให้ปลอดป้ายห้องดังกล่าวออก เพราะสงสัยว่าจะเข้ามาสอนหนังสือหรือสอนอะไรกันแน่
“สิ่งที่น่าสงสัยอีกเรื่องนั้นก็คือกรรมการสิทธิ์ในด้านต่างๆ ควรที่จะออกมาปกป้องแบบอัตโนมัติไม่ว่าจะในส่วนของนักข่าว โดยเฉพาะของนักเรียนหญิง คุณปวีณา หงส์สกุล มูลนิธิปวีณา ควรที่จะออกมาปกป้องศักดิ์ศรีลูกผู้หญิง ตรวจสอบหาข้อเท็จจริง เพราะเท่าที่ทราบจนถึงขณะนี้ ทั้งครอบครัวที่อยู่ในภาพโซเชียว หายไปจากหมู่บ้านแล้ว และยังไม่สามารถติดต่อใดๆได้เลย”นายเดชดำรง กล่าว

วันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวยังได้สอบถามชาวบ้านอำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น ซึ่งพบว่ามีพนักงานเจ้าหน้าที่หลายคนที่ทำงานอยู่ในสำนักงานเทศบาลเมืองบ้านไผ่ถูกหมอเปรมสั่งปลดออกโดยไม่มีเหตุผล หลังจากที่เข้ามาดำรงตำแหน่งนายกเทศมนตรีได้ไม่นาน
โดย น.ส.เกษชฏา โภคาพานิชย์ ซึ่งเป็นหนึ่งในจำนวนอีกหลายคนที่ถูกปลดออกให้สัมภาษณ์ว่า ได้ทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ของเทศบาลแห่งนี้มา 14 ปี ไม่เคยมีปัญหากับนายกเทศมนตรีคนไหนเลย ใครมาเป็นนาย ตนก็ทำงานรับใช้เสมอ แต่พอหมอเปรมเข้ามาทำงานได้เพียง 8 เดือนก็ถูกสั่งปลด โดยไม่มีการเรียกตนไปถามสักคำ ซึ่งคนที่โดนปลดพร้อมกันกับตนมี 3 คน ตนก็ทำการร้องเรียนไปยังที่ต่างๆ รวมทั้งสื่อมวลชนด้วย และทราบว่าทางกรมการปกครองก็มีคำสั่งห้ามปลดพนักงานที่ทำงานมาแล้วเกิน 3 ปี แต่หมอเปรมไม่ฟังใดๆ ทั้งสิ้น พวกตนก็ได้ยื่นเรื่องต่อศาลปกครอง ขณะนี้เรื่องยังอยู่ที่ศาล จึงอยากวิงวอนขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาดูแลความเป็นอยู่ของพวกตนด้วย
น.ส.เกษชฏากล่าวถึงประเด็นที่สื่อมวลชนนำเสนอนั้นว่าเป็นเรื่องจริง


