เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม นายชีวะภาพ ชีวะธรรม หัวหน้าชุดพยัคฆ์ไพร กรมป่าไม้ กล่าวถึงความคืบหน้าถึงแผนปฏิบัติการตรวจสอบโรงแรม รีสอร์ตและบ้านพักหรูของกลุ่มนายทุนที่อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ จำนวน 970 แห่งทั่วประเทศ ตามคำสั่งอธิบดีกรมป่าไม้ที่ต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 90 วันว่า ภาพรวมทั่วประเทศยอดเป้าหมายในการตรวจสอบจากการรายงานเข้ามา ขณะนี้อาจจะเกิน 970 แห่ง เพราะเป็นการสำรวจโดยใช้ภาพถ่ายทางอากาศ ซึ่งต้องเข้าใจว่าเมื่อก่อนไม่มีเทคโนโลยีละเอียดแบบนี้ วันนี้แต่ละสำนักซึ่งทางอธิบดีฯสั่งให้เร่งรัดติดตาม ก็เริ่มส่งทยอยข้อมูลเข้ามา เพราะให้เวลาตามสูตร 45+45 วัน โดย 45 วันแรกเป็นการสำรวจและให้นำเอกสารสิทธิมาแสดง โดยแต่ละสำนักทั่วประเทศได้เริ่มรายงานเข้ามา จากนั้นใน 45 วันหลังจะเป็นเรื่องการพิจารณากลั่นกรอง และหากพบมีการกระทำผิดก็ต้องดำเนินคดี อย่างไรก็ตาม ณ วันนี้ยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบในภาคพื้นดินหรือกราวด์เช็กอยู่
นายชีวะภาพกล่าวว่า ส่วนเอกสารที่มีการจัดส่งเข้ามาขณะนี้มีราว 50% แล้ว โดยเอกสารส่วนใหญ่มีทั้งแปลงผ่อนผันตามมติ ครม. ซึ่งต้องไปตรวจสอบว่าถูกต้องหรือไม่ และอีกส่วนเป็น ภทบ.5 ในขณะที่บางส่วนมีเอกสารสิทธิที่ออกในเขตป่าสงวนแห่งชาติ จึงต้องมีการตรวจสอบถึงที่มาที่ไปว่าได้มาโดยชอบหรือไม่ แต่ในส่วนที่นิ่งๆ และไม่ยอมมาแสดงตัวคาดว่าน่าจะไม่มีอะไรเลยจึงไม่กล้ามาแสดงตัว

นายชีวะภาพกล่าวอีกว่า ส่วนที่เขาค้อแบ่งเป็น 2 ป่า ได้แก่ ป่าเขาโปลกหล่น เป้า 58 ราย และป่าเขาปางก่อ-วังชมภูยอด เป้าอาจจะมีเยอะ โดยส่วนหนึ่งอยู่ในพื้นที่ทหารขอใช้ สำหรับอีกส่วนอยู่นอกแปลงหรือในเขตป่า แต่ทั้งนี้ก็ต้องตรวจสอบทั้งหมดเพื่อจะได้รู้ตำแหน่งว่าโรงแรม รีสอร์ตหรือบ้านพักหรูของกลุ่มนายทุนอยู่ตรงไหน เพื่อจะได้กลั่นกรองได้ถูก
“จริงๆ เป้าหมายจะอยู่ในเขตป่าหรือนอกแปลงที่ดินทหารขอใช้ ซึ่งพื้นที่นอกแปลงยังไงก็ผิด แต่ที่อยู่ในแปลงก็จะละเอียดอ่อนขึ้นไป เพราะในแปลงจะมีหนังสือการใช้ประโยชน์ที่ดิน และบางแปลงก็ยังไม่หมดเวลาการขอใช้พื้นที่ ฉะนั้นในการสำรวจครั้งนี้จะทำให้เห็นตำแหน่งที่ตั้งของโรงแรม รีสอร์ต บ้านพักหรู เพื่อเป็นฐานข้อมูลสำหรับใช้ในการการกลั่นกรองและนำมาคัดแยกอีกที แต่ในเบื้องต้นสำหรับกลุ่มที่อยู่นอกแปลงหรือในเขตป่าก็คงเจรจาให้คืนพื้นที่” นายชีวะภาพกล่าว

