วันที่ 1 สิงหาคม นายโสภณ ห่วงญาติ นายอำเภอเมืองหนองคาย กล่าวว่า ตามที่อำเภอเมืองหนองคาย ได้รับมอบหมายจากจังหวัดหนองคาย และกระทรวงมหาดไทยให้มีหน้าที่รับผิดชอบการออกหนังสือผ่านแดน(Border Pass) ให้แก่บุคคลสัญชาติไทยที่จะข้ามไป สปป.ลาว ตามข้อตกลงของทั้ง 2 ประเทศ ระหว่างไทยกับสปป.ลาว เดิมมีสำนักงานออกหนังสือผ่านแดน แยกให้บริการ 2 แห่งคือที่ศูนย์จำหน่ายผลิตภัณฑ์ลุ่มน้ำโขง และที่ว่าการอำเภอเมืองหนองคาย
นายอำเภอเมืองหนองคาย กล่าวต่อไปอีกว่า เพื่อให้สอดรับกับนโยบายของรัฐบาลในเรื่องของการให้บริการแบบเบ็ดเสร็จจุดเดียว หลังเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ตลอดจนการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาให้บริการ (E-Border Pass) ซึ่งรวดเร็วมาก จึงได้มีการปรับปรุงอาคารที่ว่าการอำเภอเมืองหนองคาย หลังเดิมที่อยู่ติดกับศาลากลางจังหวัดหนองคาย หลังเดิม บริเวณลานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในโอกาสทรงเจริญพระชนมายุ 60 พรรษา ให้เป็นสำนักงานออกหนังสือผ่านแดน โดยมีช่องให้บริการจำนวน 7 ช่อง แยกออกเป็น 2 ด้าน คือช่องที่ 1-4 ให้บริการสำหรับบุคคลทั่วไป และช่องที่ 5-7 ให้บริการคณะ/กลุ่มบุคคล ซึ่งบุคคลทั่วไปก็สามารถมาใช้บริการได้หากไม่มีคณะ/กลุ่มบุคคลมารับบริการ และขณะนี้ทางกระทรวงมหาดไทยได้อนุมัติให้ขยายช่องให้บริการเพิ่มขึ้นอีก 2 ช่อง รวมเป็น 9 ช่อง เพื่อให้สามารถรองรับประชาชนและนักท่องเที่ยวที่มารับบริการเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นายโสภณ กล่าวต่อไปอีกว่า สำหรับอัตราค่าธรรมเนียมคนละ 30 บาท หนังสือผ่านแดนที่ออกให้มีอายุ 7 วัน สามารถอยู่ใน สปป.ลาวได้ 3 วัน 2 คืน ผู้ที่จะทำหนังสือผ่านแดนใช้เพียงบัตรประชาชนเท่านั้น เด็กที่อายุ 12-15 ปีต้องได้รับความเห็นชอบจากผู้ปกครอง ส่วนเด็กที่อายุต่ำกว่า 12 ปีใช้สำเนาทะเบียนบ้านและสูติบัตร กรณีพระภิกษุ สามเณร ใช้สำเนาหนังสือสุทธิที่มีเลข 13 หลักพร้อมรูปถ่ายขนาด 1 หรือ 2 นิ้ว จำนวน 2 รูป ในส่วนของประชาชนและนักท่องเที่ยวที่มารับบริการนั้น ในวันธรรมดาประมาณ 1,000 คน ส่วนในวันเสาร์ – อาทิตย์ จะเพิ่มขึ้นเท่าตัว และในวันหยุดเทศกาลต่าง ๆ จะมีผู้มารับบริการไม่ต่ำกว่า 3,000 คน

