หน้าแรก ภูมิภาค เวทีดีเบตร่าง...

เวทีดีเบตร่างรธน.โคราช ฝ่ายรับ-ไม่รับแห่ฟังคึก กกต.คาดทราบผลไม่เป็นทางการไม่เกิน 1 ทุ่ม

3.08.16 | 11:00 น.

ที่หอประชุมเปรมติณสูลานนท์ ด้านหลังศาลากลางจังหวัดนครราชสีมา เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 3 สิงหาคม นายสุรพันธ์ ดิสสะมาน รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา พร้อมนายฐิติพล ทศรฐ ผู้อำนวยการ กกต.จังหวัดนครราชสีมา ร่วมเป็นประธานเปิดเวทีแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่อง “ร่างรัฐธรรมนูญ (รธน.) ฉบับลงประชามติ” และประเด็นคำถามเพิ่มเติมโดยมีผศ.ดร.อดิศร เนาวนนท์ คณบดีบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฎนครราชสีมา เป็นผู้ดำเนินรายการ นายพิเชฐ พัฒนโชติ อดีตสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดนครราชสีมา และอดีตรองประธานวุฒิสภา คนที่ 1 นายสมชัย ฉัตรพัฒนศิริ อดีต ส.ส.เขต จังหวัดนครราชสีมา และรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ตัวแทนฝ่ายเห็นด้วย นายประเสริฐ จันทรรวงทอง อดีต รมช.คมนาคม และนายจรัญ เสาวกุล อดีตผู้สมัคร ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ตัวแทนฝ่ายไม่เห็นด้วย ได้รับเชิญขึ้นเวทีแสดงความคิดเห็น ซึ่งมีหัวหน้าส่วนราชการส่วนจังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) อดีตแกนนำและสมาชิกการเมืองทุกเฉดสี รวมทั้งประชาชนทั่วไป กว่า 500 คน ท่ามกลางเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครอง ทั้งในและนอกเครื่องกว่า 50 นาย สนธิกำลังรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด และผู้ร่วมฟังต้องผ่านการตรวจจับโลหะเพื่อป้องกันเหตุ

นายสุรพันธ์ เปิดเผยว่า เวทีนี้ได้เปิดโอกาสให้ผู้แทนฝ่ายเห็นชอบและไม่เห็นชอบ ได้แสดงความคิดเห็นอย่างเท่าเทียมกัน รวมทั้งรณรงค์ ประชาสัมพันธ์ กระตุ้นให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิโดยพร้อมเพรียงกัน ตามยุทธศาสตร์ดอกไม้บาน 65 ล้าน บานสะพรั่ง

201608031040113-20030220172247

นายฐิติพล กล่าวเพิ่มเติมว่า การออกเสียงประชามติของจังหวัดนครราชสีมา ซึ่งมีจำนวนผู้มีสิทธิกว่า 2 ล้านคน โดยมากที่สุดในภูมิภาค คาดการณ์น่าจะมีผู้ออกมาใช้สิทธิถึง 80 % และทราบผลอย่างไม่เป็นการไม่เกิน 19.00 น. ส่วนความเคลื่อนไหวสิ่งที่ไม่ชอบมาพากลในพื้นที่ ยังไม่ได้รับรายงานสิ่งผิดปกติแต่อย่างใด แต่เป็นห่วงและกังวลผลกระทบจากสภาพอากาศช่วงหลังเที่ยงโดยหลายพื้นที่มีฝนตกแทบทุกวันและบางแห่งมีลมพายุด้วย อาจทำให้หน่วยออกเสียงได้รับความเสียหาย จึงสั่งการให้เจ้าหน้าที่ประจำหน่วยฯ วางมาตรการป้องกันอย่างเต็มความสามารถ ขอแนะนำให้ไปใช้สิทธิในช่วงเช้า เพราะช่วงบ่ายอาจมีอุปสรรคจากสภาพอากาศ ฝากเตือนถึงการจัดยานพาหนะรับส่งผู้มาใช้สิทธิ จะต้องเป็นหน่วยงานรัฐเท่านั้น ที่สามารถดำเนินการได้ จะต้องเป็นหน่วยงานของรัฐ และอยู่ภายใต้เงื่อนไข ปัญหาอุปสรรคความยากลำบากในการเดินทางและรับส่งผู้สูงอายุ ผู้พิการเท่านั้น