ผู้ปกครองเด็กนักเรียนหญิง ป.6 ซึ่งป่วยเป็นโรคผนังหัวใจรั่ว เรียกร้องให้ย้ายครูหลังทำโทษบุตรสาว ทำท่าลุกนั่ง จนลูกป่วยเป็นไข้ตัวร้อนสูงชักเกร็งต้องเข้า รพ. โดยได้ร้องเรียนไปแล้วแต่เรื่องกลับเงียบหาย
เมื่อวันที่ 1ตุลาคม 2563 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้ปกครองว่าอยากให้ย้ายครูรายหนึ่ง หลังทำโทษเด็กนักเรียนหญิง ป.6 บุตรสาวของตน ซึ่งป่วยเป็นโรคผนังหัวใจรั่ว โดยให้ลุก-นั่ง หรือ สควอทจั๊มพ์ ทำให้ลูกป่วยเป็นไข้ตัวร้อนสูงชักเกร็งต้องเข้า รพ. หลังเกิดเหตุ ครูต้นเหตุ ได้แสดงอาการในลักษณะเหมือนไม่ชอบพอเด็ก จนเด็กเกิดอาการเครียดไม่อยากไป รร. ผู้ปกครองต้องพาพบหมอ ต้องทานยาคลายเครียด ในขณะที่ตรวจสอบประวัติการเรียนพบว่าเด็กหญิง คนดังกล่าว เป็นเด็กเรียนดี เกรดฉลี่ยได้ 3.95 ทั้งยังเป็นตัวแทนของ รร.เข้าร่วมการแข่งขันการพัฒนาทักษะการเรียนรู้ได้รางวัลหลายรางวัล
นางสุภาวดี ด้วงช่วย อายุ 28 ปี ชาวบ้าน บ้านควนตะแบก หมู่ 9 ตำบลเกาะเต่า อำเภอป่าพะยอม จังหวัดพัทลุง กล่าวว่า จากที่ ครูจา คุณครูสาว รร.ตชด. ในพื้นที่อำเภอป่าพะยอม จังหวัดพัทลุง ทำโทษบุตรสาว ของตน ที่ป่วยเป็นโรคผนังหัวใจรั่ว จนเกิดอาการป่วยไข้ขึ้นสูง และเกิดอาการซักเกร็ง ต้องเข้ารักษาตัวที่ รพ.
หลังเกิดเรื่อง ผู้ปกครองได้มีการเรียกร้องให้ตรวจสอบพฤติกรรมของครูคนดังกล่าว พร้อมให้ย้ายออกจากพื้นที่ แต่เรื่องไม่มีความคืบหน้า จึงได้ร้องเรียนกับสื่อมวลเพื่อขอความเป็นธรรมให้กับครอบครัว เพราะหลังเกิดเรื่องไม่ความคืบหน้าใดๆ ทั้งครูสาวคนดังกล่าว ได้แสดงท่าทีรังเกียจและไม่พอใจบุตรสาว จนเด็กเกิดอาการเครียดต้องทานยาคลายเครียด และไม่อยากไป รร.
โดยนักเรียนหญิงชั้นป.6 โรงเรียน ตชด. เล่ากับทีมข่าวฟังว่า ในวันเกิดเหตุ เป็นเวลาประมาณ 13.00 น ของวันที่ 27 สิงหาคม 2563 ที่ผ่านมา เป็นชั่วโมงเรียนวิชาภาษาไทย แต่ในวันนั้นครูประจำวิชาไม่ว่าง เลยไม่ได้สอน ปล่อยเด็กๆ ตามอัธยาศัย เด็ก ๆ นักเรียน จึงวิ่งไล่จับ กันในห้องเรียน ส่งเสียงดัง ซึ่งตนไม่ได้อยู่ร่วมกับนักเรียนกลุ่มนั้น แต่ในช่วงที่ครูจา ครูประจำสายชั้น นักเรียน ป.1 – ป.3 ขึ้นไปบนอาคาร เป็นช่วงที่ตนเข้าไปในห้องเรียนพอดี และนั่งที่โต๊ะได้ไม่ถึง 1 นาที ครูจา ก็ได้สั่งให้เด็กหยุดวิ่งไล่จับ พร้อมสั่งทำโทษให้เด็กทุกคน ทั้งเด็ก ชั้น ป.6 เด็กนักเรียนอื่น ๆ ที่อยู่ในอาคารนั้น ประมาณ 30 คน ให้ลุกนั่งจำนวน 50 ครั้ง ทั้งที่ตน เพื่อน ๆส่วนหนึ่งได้พยายามโต้แย้งว่า ไม่ได้เป็นคนร่วมวิ่งไล่จับกับเด็กนักเรียนในกลุ่มนั้น กระนั้นครูจา ก็ไม่ฟัง ยืนยันคำสั่งเดิม ตนจึงต้องทำตามคำสั่งครู

นักเรียน ชั้น ป.6 ยังบอกด้วยว่า ขณะทำท่าลุกนั่ง ตนรู้สึกเหนื่อย หัวใจเต้นแรง แต่ก็กลัวครู จึงพยายามลุกนั่งต่อจนครบ 50 ครั้ง
นางสุภาวดี กล่าวต่อว่า หลังลูกกลับมาถึงบ้านสังเกตเห็นความผิดปกติของลูก เมื่อจับตัวดู พบว่าลูกไข้สูง จนเกิดอาการชักเกร็งทางครอบครัวที่พาลูก ไป รพ. ควนขนุน หมอทำการรักษา จนลูกดีขึ้น จึงอนุญาตให้กลับบ้านพร้อมสั่งห้ามลูกออกกำลังกายหนัก เนื่องจากที่ลูกป่วยเป็นโรคประจำตัว ผนังหัวใจรั่ว เพราะอาจจะทำให้เกิดอันตรายได้
นางสุภาวดี ยังระบุด้วยว่าเรื่องอาการป่วยโรคประจำตัวของบุตรสาว ตนได้มีการแจ้งทางโรงเรียนตั้งแต่ลูกเข้าเรียนชั้น ป.1 ที่ โรงเรียนดังกล่าว และได้แจ้งทุกครั้งเวลามีการประชุมสายชั้น ทั้งที่สำคัญ ครูจา เป็นครูประจำชั้นของน้องไผ่ บุตรสาวตั้งแต่ ชั้น ป.1 แต่กลับมาใช้วิธีดังกล่าวลงโทษ บุตรสาว ทั้งในกรณีการลงโทษในครั้งนี้ ไม่ได้มีการแยกแยะเด็ก ซึ่งบุตรสาวไม่ได้มีความผิดเลย
อย่างไรก็ดีหลังเกิดเรื่องทางผู้ปกครอง ได้มีการร้องเรียนไปยังทางโรงเรียน และทางศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดพัทลุง แต่เรื่องไม่มีความคืบหน้า ทั้งครูต้นเรื่อง กลับแสดงท่าทีไม่พอใจบุตรสาว จนเห็นได้ชัด เด็กไหว้ก็ไม่รับไหว้ และทีท่าทีไม่ชอบเด็ก จนเด็ก เกิดความเครียดไม่อยากไป รร. ทางครอบครัวจึงพาไปหาหมอเพื่อ ล่าสุด น้องไผ่ ต้องทานยาคลายเครียด และไป รร.ด้วยความหวาดระแวงตลอด
นางสุภาวดี กล่าว่า ปกติน้อง เป็นเด็กเรียบร้อย เรียนดี ได้เกรดเฉลี่ย 3 กว่า ทุกเทอม ทั้งยังเป็นตัวแทนของ ทาง รร.เข้าร่วมกิจกรรมแข่งขันทางทักษะ ได้รางวัลทั้งชนะเลิศ ระดับประเทศ และรางวัลอื่น ๆ อีกหลายใบ โดยเฉพาะในช่วงในนี้ใกล้สอบด้วย ลูก ก็เกิดความเครียดหนัก จึงอยากเรียกร้องให้ทาง โรงเรียนได้ ย้าย ครู ต้นเรื่องออกจากพื้นที่ เพราะเท่าที่ทราบมาไม่ได้มีปัญหาเฉพาะกับน้องไผ่คนเดียว ยังพบมีปัญหากับนักเรียนและผู้ปกครองรายอื่น ๆ ด้วย


