พัทลุง 5 ชายฉกรรจ์อ้างเป็นเจ้าหน้าที่บริษัทไฟแนนซ์ ขับรถกระบะปาดหน้า บุกยึดรถเก๋ง ชาวบ้านตะโหมดทนไม่ไหว ร้องสื่อขอความเป็นธรรม ชี้ ปิดยอดครบตามคำตัดสินศาลแล้ว แต่ไฟแนนซ์อ้าง ต้องเก็บค่าโอนรถเพิ่ม 5 หมื่น พอไปแจ้งตำรวจ ก็ไม่ได้รับความช่วยเหลือ ไล่ให้ไปคุยกับไฟแนนซ์ โดยที่ไม่สอบถามข้อมูล
ชาวบ้านอำเภอตะโหมด จังหวัดพัทลุง ร้องขอความเป็นหลังถูก 5 ชายฉกรรจ์อ้างเป็นเจ้าหน้าที่บริษัทไฟแนนซ์ขับรถกระบะปาดหน้า บุกยึดรถเก๋ง ทั้งที่จ่ายเงินครบตามคำสั่งศาล ซ้ำหนักเข้าแจ้งความเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ป่าบอน ท้องที่เกิดเหตุ โดยไล่ให้ไปคุยกับบริษัท อ้างบริษัททำถูกต้องแล้ว โดยไม่ยอมดูเอกสารประกอบการเข้าแจ้งความ หวั่นไม่ได้รับความเป็นธรรม ร้องสื่อขอความช่วยเหลือ
วันที่ 5 ตุลาคม 2563 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางสุภาภรณ์ แหละหมัน อายุ 52 ปี พร้อมด้วยนายบุญมี ไชยสิทธิ์ อายุ 43 ปี ชาวบ้าน หมู่ 2ตำบลตะโหมด อำเภอตะโหมด จังหวัดพัทลุง ร้องสื่อมวลชน หลังเข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน สภ.ป่าบอน กรณีถูกชายฉกรรจ์จำนวน 5 คนอ้างเป็นตัวแทนบริษัทไฟเนนซ์ แห่งหนึ่ง ใช้รถกระบะคันสีดำ และรถเก๋งขับปาดหน้าพร้อมชาร์จเข้าไปยึดรถยนต์เก๋งโตโยต้า คันที่นายบุญมี ฯ เป็นคนขับ ทั้งที่มีการจ่ายเงินกันแล้วเสร็จตามคำสั่งศาล แต่กลับถูกพนักงานสอบสวน สภ ป่าบอน ไล่กลับให้ไปคุยกับบริษัทไฟแนนซ์ เอง อ้างว่า บริษัทไฟแนนซ์ทำถูกแล้ว โดยที่ไม่ยอมดูเอกสารที่ผู้เสียหายนำไปแจ้งความ ทำให้ผู้เสียหายมีความรู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรมทั้งจากทางเจ้าหน้าที่ตำรวจและจากทางบริษัทไฟแนนซ์ ที่มายึดเอารถไป
นางสุภาภรณ์ เล่ากับทีมข่าวฟังว่า เมื่อปี 2555ตนได้ซื้อรถเก๋งโตโยด้า พร้อมทำสัญญาเช่าซื้อกับบริษัทไฟแนนซ์ แห่งหนึ่ง หลังเช่าซื้อก็ได้ผ่อนปกติทุกเดือน จนกระทั่งประมาณ ปี 62 เริ่มมีปัญหาผ่อนตรงเดือนบ้างไม่ตรงเดือนบ้างเนื่องจากสภาพเศรษฐกิจไม่ดี ทำให้เริ่มมีการค้างผ่อนแต่ก็ยังมียอดส่ง ทางบริษัทต่อเนื่อง ในขณะที่มียอดค้างค่างวดรถในช่วงที่มีปัญหา มียอดไม่ถึง 1 แสนบาท แต่ส่งไป ๆ ปรากฏว่าเงินที่ส่งใช้หักในค่างวดรถน้อยมาก จึงตัดสินใจให้บริษัทยื่นฟ้อง และบริษัทได้ยื่นฟ้องในวันที่ 19 ธันวาคม 2562 ศาลนัดไกล่เกลี่ยในวันที่ 24 กพ. 63 ซึ่งในวันนั้น ทางทนายของบริษัทเสนอ สองทางเลือกให้คือ ทำสัญญาใหม่ และผ่อนยอดต่อเดือนลดลง กับให้เป็นไปตามกระบวนการของศาล เมื่อศาลตัดสินก็ให้จ่ายเงินก้อนเพื่อปิดยอดตามคำสั่งศาล ตนจึงเลือกให้ศาลตัดสิน ทางทนายบริษัทบอกให้ตนกลับมารอหมายศาลที่บ้าน จนกระทั่งวันที่ 5 เมษายน 2563 ศาลตัดสินให้จำเลยคืนรถ หรือจ่ายเงินให้กับบริษัท รวมยอดที่ 62,560 บาท ภายใน 15วัน ซึ่งตนก็นำเงินจำนวนดังกล่าวไปจ่ายที่ศาลภายในกำหนด
นางสุภาภรณ์ ผู้เสียหายเล่าอีกว่า หลังจากจ่ายเงินแล้วเสร็จ ตนจึงไปติดต่อเพื่อขอโอนรถจากบริษัทไฟแนนช์ที่ตนทำสัญญาเช่าชื้อรถมาเป็นของตนแต่ทางบริษัทกลับบอกว่า หากจะโอนรถ ตนต้องจ่ายเงินให้กับบริษัทอีก จำนวน 50,000 บาท หากไม่จ่ายเงินจำนวนนี้ทางบริษัทไม่สามารถโอนรถให้ได้ และหากต้องการหัวทะเบียนรถก็ให้ไปฟ้องเอา แต่ตนไม่จ่ายเพราะไม่มีเงิน ทั้งเกิดความสงสัยว่าตนเองได้จ่ายเงินค่ารถไปทั้งหมดตามคำสั่งศาลแล้ว แต่ทำไมบริษัทต้องมาเรียกเงินอีก 50,000 บาท เป็นค่าโอนรถ ซึ่งมันมากเกินไป ตนจึงนำเรื่องไปปรึกษา กับเจ้าหน้าที่ศาลพัทลุง อีกครั้งหนึ่ง แต่ในระหว่างรอผลการเจรจาเรื่องการโอนรถปรากฏว่า เมื่อวันที่ 9กรกฎาคม 2563 ในขณะที่นายบุญมี ฯ หลานชายขับรถยนต์เก๋งคันดังกล่าว เพื่อมุ่งหน้ากลับบ้านในพื้นที่อำเภอตะโหมด หลังเดินทางไปทำธุระส่วนตัวในพื้นที่ อำเภอรัตภูมิ จังหวัดสงขลา กลับถูกชายฉกรรจ์อ้างตัวเป็นพนักงานของบริษัท ขับรถตามประกบพร้อมยึด รถยนต์เก๋งคันกังกล่าวไป
โดยนายบุญมี กล่าว่า ขณะที่ตนขับรถยนต์เก๋งมาถึงในพื้นที่ อำเภอป่าบอน ได้มีรถกระบะสีดำขับปาดหน้า พร้อมกับมีรถเก๋งอีกคัน ขับไปจอดหน้ารถกระบะคันที่ปาดหน้า หลังจากนั้นมีชายฉกรรจ์จำนวน 5 คน ลงมาจากมุ่งหน้ามาที่รถของตน ช่วงนั้นตนตกใจมาก และกลุ่มชายฉกรรจ์ก็บอกให้ตนลงจากรถพร้อมเอากุญแจรถไป ทั้งบอกว่าให้เก็บของส่วนตัวทุกอย่างออกจากรถ นายบุญมี ฯ พยายามชี้แจงว่าได้จ่ายเงินปิดยอดรถคันดังกล่าวกับศาลแล้ว และให้รอเอกสาร เดี่ยวจะโทรตามให้น้าสาวเอามาให้ แต่กลุ่มชายฉกรรจ์ไม่ฟังพร้อมบอกให้ตนขึ้นรถไปกับพวกเขา สุดท้ายเขาก็เอาตนไปทิ้งไว้ที่หน้าโกดังในพื้นที่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ส่วนรถกลุ่มชายฉกรรจ์ก็นำไปเก็บไว้ในโกดัง ตนจึงโทรตามนางสุภาภรณ์ ฯ น้าสาวให้ไปรับ และก่อนที่จะไปรับตน น้าสาวตนได้ไปขอลงบันทึกประจำวันเพื่อเป็นหลักฐานไว้ที่ สภ .ป่าบอนด้วย
และอย่างไรก็ดีหลังเกิดเหตุทั้งคู่ได้เดินทางไปที่ศาลพัทลุง อีกครั้งเพื่อติดต่อขอความช่วยเหลือกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งทางเจ้าหน้าที่แนะนำให้ไปแจ้งความกับตำรวจ พร้อมให้ทำเรื่องฟ้องทางบริษัทที่เข้ามายึดรถเก๋งไป ทั้งที่มีการจ่ายเงินตามคำสั่งศาลแล้วเสร็จ โดยเจ้าหน้าที่ฝ่ายที่เกี่ยวข้องของศาลพัทลุง ได้ทำเรื่องฟ้องร้องบริษัทให้กับตน
นางสุภาภรณ์ ฯ ผู้เสียหายบอกด้วยว่า หลังจากนั้นในวันรุ่งขึ้น ตนและหลานชายจึงเดินทางไปพบพนักงานสอบสวน สภ.ป่าบอนเพื่อแจ้งความเอาผิดกับกับกลุ่มชายฉกรรจ์ทั้ง 5 คน แต่ทางพนักงานสอบสวนที่เข้าเวรในวันนั้น กลับไล่ให้พวกตนไปคุยกับทางบริษัทเอง พร้อมบอกว่าสิ่งที่บริษัททำนั้นถูกต้องแล้วโดยที่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ยอมรับฟังและไม่ดุเอกสารใด ๆ เลย การกระทำดังกล่าวเป็นเหมือนทำให้ตนซึ่งเป็นชาวบ้านธรรมดาไร้ที่พึ่ง จึงต้องเดินทางไปติดต่อที่ศาลพัทลุงอีกครั้งเพื่อขอคำแนะนำ เพราะตนต้องการแจ้งความเพื่อเอาผิดกับกลุ่มชายฉกรรจ์ดังกล่าว จนในที่สุดเจ้าหน้าที่แนะนำให้ตนไปร้องขอความช่วยเหลือที่กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดพัทลุง ตนจึงเดินทางไปกองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัด เจ้าหน้าที่ที่กองบังคับการ บอกให้ตนกลับไปที่ สภ ป่าบอน อีกครั้งเพื่อพบพนักงานสอบสวนอีกรอบ เสมือนว่าทางกองบังคับการได้ดำเนินการสั่งการลงไปในพื้นที่แล้ว แต่เมื่อไปพบพนักงานสอบสวนคนเดิมอีกครั้ง กลับโดยพูดจาไม่ดีลักษณะคล้ายไม่พอใจ พร้อมถามพวกตนว่าจะมาแจ้งความใช่ไม่ ให้บอกว่าว่าจะแจ้งข้อหาอะไร ทั้งที่ในความเป็นจริงเจ้าพนักงานสอบสวนควรจะสอบถามเรื่องราวทั้งหมด จากชาวบ้าน พร้อมกับควรที่จะแจ้งข้อหาให้กับชาวบ้านเอง เพราะชาวบ้านไม่รู้กฎหมาย ซึ่งในกรณีดังกล่าว ตนคิดว่าคงจะไม่ได้รับความเป็นธรรมแน่ และไม่เชื่อมั่นในการทำคดีของพนักงานสอบสวนคนดังกล่าวจึงขอความเป็นธรรมผ่านสื่อ พร้อมขอให้มีการเปลี่ยนพนักงานสอบสวน
ผู้เสียหายยังกล่าวด้วยว่า พวกตนเสมือนโดนรุมทั้งจากทางตำรวจและทางบริษัท โดยทางบริษัทไฟแนนซ์เอง ตนก็ไม่มีความเข้าใจว่า ในเมื่อไม่เคารพในคำสั่งของศาล แล้วมาใช้กระบวนการของศาลให้การฟ้องร้องตนทำไม ทั้งที่ตนจ่ายเงินตามคำสั่งศาลทั้งหมดแล้ว แต่กลับส่งคนมายึดรถทำให้ตนละครอบครัวลำบากมาก เนื่องจากรถคันดังกล่าว ต้องใช้ในการส่งมารดา ทำกายภาพบำบัด วันเว้นวัน ตอนนี้ต้องขอช่วยเพื่อนบ้านและเช่ารถในการรับส่งมารดาซึ่งป่วย ในขณะที่พอเข้าแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ไม่ได้รับความร่วมมืออีก ต้องเดินเรื่องขึ้นลงหลายสถานที่ ก็ยังไม่มั่นใจอีกว่าจะได้รับความเป็นธรรม จึงตัดสินใจร้องสื่อดังกล่าว
อย่างไรก็ดีในกรณีดังกล่าว ทาง ผู้สื่อข่าวได้ประสานเรื่องไปยัง พ.ต.อ.สมชาย จันยัง ผกก สภ.ป่าบอน ซึ่งรับปากจะดำเนินเรื่องโดยให้ความเป็นธรรมสองฝ่าย และจะแก้ปัญหาให้ตามคำเรียกร้องของผู้เสียหายที่เกรงว่าจะไม่ได้รับความเป็นธรรมและขอเปลี่ยนพนักงานสอบสวนต่อไป

