วันที่ 11 สิงหาคม นายสมศักดิ์ หอมเพียร กำนัน ต.ป่าเซ่า อ.เมือง จ.อุตรดิตถ์ กล่าวว่า หลังจากนายสรรเสริญ อัจจุตมานัส เลขาธิการสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ประกาศให้พื้นที่ของ ส.ป.ก.บริเวณบึงกะโล่ ต.ป่าเซ่า ต.คุ้งตะเภา และ ต.หาดกรวดจำนวน 1,218 ไร่ ไม่มีการบุกรุก และเตรียมยืดคืนจากกลุ่มนายทุนและประชาชนที่เข้าไปบุกรุกทั้งที่พื้นที่ทั้งหมด 7,500 ไร่ มหาวิทยาลัยราชภัฎอุตรดิตถ์ขอใช้ประโยชน์ 2,500 ไร่ เหลือพื้นที่ทั้งหมดจะต้อง 4,500 ไร่เศษ แต่ทำไมเลขาธิการ ส.ป.ก.ถึงออกประกาศเพียง 1,218 ไร่เท่านั้นที่จะยืดคืน พื้นที่ 3,282 ไร่หายไปไหน หรือจัดสรรให้กับกลุ่มนายทุน ผู้บุกรุก และเจ้าหน้าที่ ส.ป.ก.4 คนที่อยู่ในอาการเมาสุรา ถือเอกสารมาขอให้ลงนามรับรองให้เพื่อขอที่ดินบริเวณบึงกะโล่รายละ 50 ไร่ไปเรียบร้อยแล้วถึงทำให้พื้นที่จาก 4,500 ไร่เศษเหลือเพียง 1,218 ไร่เท่านั้น
“ก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่ปฏิรูปที่ดิน จ.อุตรดิตถ์ นำประกาศมาตรา 44 มาประกาศให้ประชาชนที่มีเอกสารทั้งในและบริเวณโดยรอบบึงกะโล่ไปแสดงต่อเจ้าหน้าที่ภายใน 7 วัน หากพ้นกำหนดทหารจะเข้าไปทำการยึดพื้นที่จำนวน 1,218 ไร่ ซึ่งขณะนั้นเห็นว่าไม่ถูกต้องจึงทำการคัดค้านยืนยันว่า จะต้องยืดคืนทั้งหมด 4,500 ไร่ถึงจะถูกต้อง แต่ที่สุดแล้วการคัดค้านของชาวบ้านที่เข้าไปใช้ประโยชน์ร่วมกันกลับไม่เป็นผล เพราะเลขาธิการ ส.ป.ก.ก็ประกาศยืดคืนเพียง 1,218 ไร่เท่านั้น เมื่อประชาชนถูกเจ้าหน้าที่ปฏิรูปที่ดิน จ.อุตรดิตถ์หลอกลวงเช่นนี้ก็ทำการล่ารายชื่อประชาชนทุกหมู่บ้านใน ต.ป่าเซ่า ยื่นคัดค้านและจะเดินทางไปพบปฏิรูปที่ดิน จ.อุตรดิตถ์ด้วยตัวเอง เพื่อสอบถามว่า ทำไมไม่ทำตามอย่างที่รับปากว่าจะเสนอให้เลขาธิการ ส.ป.ก.ประกาศยืดคืน 4,500 ไร่” นายสมศักดิ์ กล่าว
ชาวบ้านรายหนึ่งที่เลี้ยงวัวบริเวณบึงกะโล่ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้เคยนำวัวไปเลี้ยงกินหญ้าภายในบึงได้ แต่ปัจจุบันมีการจัดสรรที่ดินให้กับหน่วยงานด้านการศึกษาแห่งหนึ่งแล้วก็ทำการสร้างรั้วอาณาเขตห้ามไม่ให้เข้าไปเลี้ยงอีกเลย ต้องนำวัวออกมาเลี้ยงรอบ ๆบึงแทน เช่นเดียวกับประชาชนที่เข้าไปใช้ประโยชน์อย่างอื่น เช่นการหาปู ปลา กบ เขียด ผัก และอื่น ๆ ก็ถูกกลุ่มนายทุนขับไล่ออกมา หนำซ้ำยังถูกกล่าวหาว่า การเข้าไปหากินเหมือนที่ผ่านมากลายเป็นผู้บุกรุกพื้นที่ของกลุ่มผู้บุกรุกด้วยซ้ำไป งอยากให้หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องเข้ามาดูแล เอาพื้นที่คืนจากนายทุนและผู้บุกรุกกลับมาให้ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันเหมือนเดิม เพราะแหล่งนี้เป็นแหล่งหากิน เป็นแหล่งกักเก็บน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคส่วนรวมไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่งเหมือนที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบันนี้

