วันที่ 21 สิงหาคม นายสมชาติ เดชดอน นายกเทศมนตรีตำบลครบุรีใต้ ลงพื้นที่สำรวจปราสาทครบุรี ซึ่งตั้งอยู่ภายในพื้นที่ ต.ครบุรีใต้ อ.ครบุรี จ.นครราชสีมา ภายหลังจากที่ทางกรมศิลปากรได้จัดสรรงบประมาณจำนวน 8,180,000 บาท เพื่อให้ทางสำนักศิลปากรที่ 12 นครราชสีมา ส่งช่างบูรณะเข้ามาดำเนินการบูรณะซ่อมแซมตั้งแต่เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2558 ที่ผ่านมา โดยทางช่างผู้บูรณะได้ทำการรื้อเอาชิ้นส่วนต่างๆ ของตัวปราสาทและบริเวณโดยรอบออกมาก่อนทั้งหมด เพื่อทำการซ่อมแซมส่วนที่พังเสียหาย พร้อมได้ทำการเทฐานรากของตัวปราสาทและองค์ประกอบรากฐานใหม่ เพื่อให้ตัวปราสาทมีความมั่นคงแข็งแรงมากขึ้น จากนั้นทางช่างได้เริ่มทำการนำชิ้นส่วนที่รื้อออกมาและซ่อมแซมเสร็จเรียบร้อยแล้ว กลับเข้าไปประกอบกลับคืนตามลำดับอย่างละเอียดจนเสร็จเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งสภาพของปราสาทที่ได้ทำการบูรณะเสร็จสิ้นแล้วนั้นมีความสมบูรณ์และดูสวยงามสง่ากว่าเดิมอย่างมาก
รายงานระบุว่า ระหว่างที่มีการทำการบูรณะซ่อมแซมตัวปราสาทครบุรีนั้น มีการขุดค้นพบวัตถุโบราณที่สำคัญ ซึ่งถูกดินทับถมและไม่เคยปรากฏอยู่ภายในตัวปราสาทแล้วหลายชิ้น ในจำนวนนั้นมีพระโพธิสัตว์วัชรปราณีทรงครุฑ สร้างขึ้นพร้อมๆ กับตัวปราสาทครบุรี ในช่วงยุคของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ราวพุทธศตวรรษที่ 18 อายุเก่าแก่กว่า 800 ปี โดยทางสำนักศิลปากรที่ 12 นครราชสีมา ได้นำไปเก็บรักษาไว้ที่สำนักศิลปากรที่ 12 นครราชสีมา เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

นายสมชาติเปิดเผยว่า ทุกคนในพื้นที่มีความปลาบปลื้มและดีใจอย่างมาก ที่ปราสาทครบุรี ซึ่งถือเป็นโบราณสถานสัญลักษณ์ของอำเภอครบุรี ได้รับการบูรณะซ่อมแซมให้กลับมาอยู่ในสภาพสมบูรณ์อีกครั้ง เชื่อว่าหลังจากนี้จะมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเยี่ยมชมกันอย่างคึกคัก เพราะอยู่ในสภาพสมบูรณ์พร้อม โดยทางเทศบาลตำบลครบุรีใต้จะร่วมมือกับชาวบ้านในการดูแลรักษาสภาพแวดล้อม และความสะอาดด้านต่างๆ ไว้รอรองรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการเข้ามาศึกษาประวัติความเป็นมา และสัมผัสกับความสวยงามของปราสาทแห่งนี้อย่างเต็มที่
สำหรับปราสาทครบุรีนั้น ตั้งอยู่ภายในโรงเรียนบ้านครบุรีนครธรรมโฆสิตวิทยาคาร ต.ครบุรีใต้ อ.ครบุรี จ.นครราชสีมา เป็นโบราณสถานสำคัญของประเทศ สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ซึ่งเป็นกษัตริย์มหาราชองค์สุดท้ายของอาณาจักรเขมร ระหว่างปี พ.ศ.1724-1753 อายุรวมกว่า 800 ปีแล้ว ถือเป็นโรงพยาบาลในสมัยโบราณ หรือที่เรียกว่า อโรคยศาลา ใช้เป็นสถานที่รักษาบำบัดผู้ป่วยที่จะเดินทางไปจาริกแสวงบุญตามเมืองต่างๆ ในสมัยนั้น

