วันที่ 22 สิงหาคม นายชลน่าน ศรีแก้ว อดีต รมช.สาธารณสุข และ ส.ส.น่าน พรรคเพื่อไทย ไลน์ส่วนตัวถึงผู้สื่อข่าว จ.น่าน เพื่อชี้แจงข่าวกรณีนายชีวะภาพ ชีวะธรรม หัวหน้าชุดปฏิบัติการพยัคฆ์ไพร กรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ระบุถึงน้ำท่วม ดินถล่มหลายแห่ง โดยเฉพาะ จ.น่าน แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนถึงการทำลายป่าต้นน้ำผืนใหญ่สำคัญที่สุดในประเทศไทย จนภูเขาหลายลูกกลายเป็นเขาหัวโล้น โดยเฉพาะองค์ประกอบของป่าต้นน้ำในจังหวัดน่าน ถูกทำลายไปหมดแล้วว่า ตนขอสะท้อนพยัคฆ์ไพร “กลุ่มไล่คนออกจากพื้นที่ทำกิน” โดยอ้างเรื่องคืนผืนป่า กำลังปฏิบัติการอยู่ขณะนี้ เป็นวิธีที่ใช้ได้ช่วงกฎหมายเด็ดขาด แต่ไม่ยั่งยืน สร้างความโกรธแค้น ชิงชัง สร้างความรู้สึกว่าป่าเป็นของหลวง ไม่ใช่ของชาวบ้าน
“ชาวบ้านไม่มีส่วนร่วม ไม่ได้เป็นเจ้าของ เมื่อมีโอกาสต้องเอาคืนด้วยวิธีลักลอบและทำลาย เป็นช่องกฎหมายที่ทำให้เจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องใช้แสวงหาผลประโยชน์ กลับไปสู่วงจรอุบาทว์เดิม นายทุนจ้างชาวบ้านตัด รัฐจับไม้ (ปล่อยชาวบ้าน) แล้วใช้เงินหลวงขนชักลาก นายทุนประมูลซื้อ เจ้าหน้าที่รับสินบนจากนายทุน” นายชลน่านกล่าว และว่า การประโคมข่าวโทษน้ำท่วมน่านว่าเป็นเหตุจากป่าต้นน้ำเกลี้ยง เป็นเพียงวลีทางจิตวิทยา สร้างความชอบธรรม นำไปสู่ปฏิบัติการยึดคืนและเสมือนเลี่ยงความรับผิดชอบ ที่ปล่อยปละละเลยให้มีการรุกผืนป่าสะสมมาอย่างยาวนาน ทั้งที่มีกลไกรัฐทุกอย่างอยู่ในมือ แต่กลับไม่ใช้
นายชลน่านระบุว่า ตนไม่ได้ปฏิเสธว่าระบบนิเวศที่สมบูรณ์ สามารถอุ้มน้ำเก็บรักษาน้ำได้ ทำให้ฤดูกาลเป็นไปอย่างปกติ หน้าฝนมีมรสุมตามปกติ น้ำล้นตลิ่งเกือบทุกปี ท่วมก็ไม่มาก ชาวบ้านเขารู้ว่าหมู่บ้านเขาอยู่พื้นที่ลุ่มน้ำ น้ำท่วมเขาก็ปลูกบ้านยกใต้ถุนสูง อย่างน้อย 4-5 เมตรทุกหลัง เพื่อให้น้ำไหลระบายได้ แต่ช่วง 20 ปีมานี้ ภูมิปัญญานี้ถูกทำลาย ด้วยวิธีสร้างบ้านสมัยใหม่แล้วถมดินให้สูงกว่าเพื่อนบ้าน ทำให้เป็นเสมือนผนังกั้นน้ำเทียม น้ำขังระบายไม่ได้ ท่วมเพื่อนบ้าน น้ำขังแห้งช้า สร้างความแตกแยกในชุมชน พืชลุ่มน้ำ เช่น “ข้าวโพดดอน” (ดอน หมายถึง เนินที่ราบริมน้ำ) ก็ปลูกให้เก็บเกี่ยวได้ก่อนเข้าพรรษา หลังเข้าพรรษาน้ำหลากทุกปี วิถีนี้เขาก็อยู่กับน้ำได้อย่างไม่ทุกข์มาก
“ถ้ามีพายุฝนซึ่งส่วนใหญ่เกิดในทะเลจีนตอนใต้เข้ามา ก็จะมีน้ำท่วมใหญ่เกือบทุกครั้ง เช่นปี 2506 ปี 2524 ปี 2549 ปี 2554 และปีนี้ 2559 จะเห็นได้ว่า น้ำท่วมใหญ่เหตุหลักคือพายุฝน ที่เข้ามาถล่มในแต่ละช่วงเสมือนทุก 5 ปีในช่วงหลัง เป็นปัจจัยภายนอกที่ชาวน่านยากที่จะไปแก้ไขได้ และจริงอยู่ที่การเกิดพายุเกี่ยวเนื่องกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพบรรยากาศ (climate change) ซึ่งเกิดจากการใช้ชีวิตทำลายสิ่งแวดล้อมของมนุษย์โดยรวมทั้งโลก ต้องช่วยกันแก้เรื่องนี้ทั้งโลก” นายชลน่านกล่าวเพิ่ม
นอกจากนี้ นายชลน่านกล่าวว่า การทำลาย การลดลงของป่าต้นน้ำ ก็เป็นเหตุผลหนุนเสริมเรื่องหนึ่งที่ทำให้เกิดความรุนแรงมากขึ้น น้ำหลากไหลเชี่ยวแรงเกิดการชะล้างหน้าดิน ดินโคลนถล่ม อุดตันท่อระบายน้ำ ประกอบการก่อสร้างถนนหนทางบ้านเรือนที่ไม่สอดคล้องเหมาะสมกับทางน้ำ ทำให้เกิดปัญหามากขึ้น และจากวลีทำลายป่าต้นน้ำ ทำให้ชาวน่านตกเป็นจำเลยสังคม ทั้งน้ำแล้ง น้ำท่วม ทั้งที่ตนและชาวน่านเองได้รับผลกระทบมากที่สุด
“ผมในฐานะคนน่านคนหนึ่ง ได้รับโอกาสให้ทำงานในฐานะผู้แทนราษฎรของปวงชนชาวไทย เป็นผู้แทนคนน่านในอดีต ไม่ได้แก้ตัวแทนพี่น้องชาวน่าน ไม่ได้ปฏิเสธความรับผิดชอบที่จะต้องช่วยกันแก้ปัญหา เพียงแต่ร้องขอให้ทุกฝ่ายช่วยมองอย่างรอบด้าน ถึงปัญหา สาเหตุของปัญหา วิธีการแก้ไขปัญหา และการปฏิบัติการเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างบูรณาการและเอื้ออาทร ไม่โทษและโยนความผิดให้กันและกัน ยอมรับผลกระทบส่วนน้อยเพื่อรักษาประโยชน์ส่วนใหญ่ ผมว่าเราอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข อยู่ร่วมกับธรรมชาติที่โหดร้ายกับเราได้อย่างไม่ทุกข์ครับ” นายชลน่านระบุ

