หน้าแรก ภูมิภาค วอนเกษตรกรงดใ...

วอนเกษตรกรงดใช้สารพิษรุนแรง หลังช้าง 5 เชือกกินเข้าไป ล่าสุด อาการดีขึ้นแล้ว

7.03.21 | 14:38 น.

วอนเกษตรกรงดใช้สารพิษรุนแรง หลังช้าง 5 เชือกกินเข้าไป ล่าสุด อาการดีขึ้นแล้ว

 

เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2564 ที่โรงพยาบาลช้างของศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย สถาบันคชบาลแห่งชาติ ในพระอุปถัมภ์ฯ องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ อ.ห้างฉัตร จ.ลำปาง นายสุรัตน์ชัย อินทร์พิเศษ ผู้อำนวยการสำนักสถาบันคชบาลแห่งชาติ ในพระอุปถัมภ์ฯ องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ จ.ลำปาง พร้อมด้วย รศ.นายสัตวแพทย์ ดร.ฉัตรโชติ ทิตาราม หัวหน้าศูนย์วิจัยช้าง และสัตว์ป่า คณะสัตวแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ , นายธีรภัทร ตรังปราการ นายกสมาคมสหพันธ์ช้างไทย , นายสัตวแพทย์ ดร.ทวีโภค อังควนิช หัวหน้าฝ่ายอนุรักษ์ช้าง สถาบันคชบาลแห่งชาติ ในพระอุปถัมภ์ฯ องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ จ.ลำปาง และนายสัตวแพทย์ขจรพัฒน์ บุญประเสริฐ นายสัตวแพทย์ประจำศูนย์วิจัยช้าง และสัตว์ป่า คณะสัตวแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

 

ได้พร้อมกันแถลงความคืบหน้าในการรักษาอาการช้าง 5 เชือก จากพื้นที่ อ.อมก๋อย จ.เชียงใหม่ ที่ป่วยได้รับสารพิษชนิดรุนแรงของยาฆ่าหญ้าพาราควอต หลังจากช้างทั้งหมดที่ปล่อยเลี้ยงตามแนวป่า และพื้นที่การเกษตร ได้ไปกินยาฆ่าหญ้า ที่เกษตรกรเก็บไว้ในเพิงพักในพื้นที่การเกษตร จนกระทบต่อร่างกายช้างทุกตัว โดยเป็นช้างเลี้ยง ที่เคยทำงานอยู่ในพื้นที่การท่องเที่ยว แต่เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด -19 ที่การท่องเที่ยวหยุดชะงัก จึงทำให้เจ้าของช้างได้นำกลับไปเลี้ยงตามแนวป่า และพื้นที่การเกษตร กระทั่งเกิดเหตุขึ้น ซึ่งทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้เข้าไปติดตามอาการ และรักษาในพื้นที่ อ.ก๋อย จ.เชียงใหม่ ก่อนประเมิณอาการว่า สารพิษดังกล่าวจะกระทบต่ออวัยวะภายในที่สำคัญ และอาจทำให้ช้างเสี่ยงที่จะล้มตายลงได้

Advertisement

ทางสมาคมสหพันธ์ช้างไทย จึงได้เคลื่อนย้ายช้างทั้งหมด 5 ตัว โดยมีสัตวแพทย์ดูแลอย่างใกล้ชิด เดินทางมารักษาที่โรงพยาบาลช้างของศูนย์อนุรักษ์ช้างไทย สถาบันคชบาลแห่งชาติ จ.ลำปาง เมื่อวันที่ 5 มีนาคมที่ผ่านมา คือ ช้างพังโม่พอนะ เพศเมีย อายุ 7 ปี , ช้างสองแม่ลูก ชื่อ พังคำมูล เพศเมีย อายุ 10 ปี และลูกช้าง พลายวิลเลี่ยม เพศผู้ อายุ 1 ขวบ , และช้างสองแม่ลูกอีกคู่ คือ ช้างพังมึมึ เพศเมีย อายุ 18 ปี และลูกช้างพลายชาลี เพศผู้ อายุ 2 ขวบ รวม 5 ตัว โดยช้างพังโม่พอนะ อาการหนักสุด ปาก และลิ้น เป็นแผลไหม้พลุผอง คาดว่าจะกินยาฆ่าหญ้าเข้าไปมาก รองลงมาที่อาการน่าห่วง คือ ลูกช้าง พลายวิลลี่ ที่มีอาการซึม และปากเริ่มเป็นแผลไหม้พลุพองเช่นกัน

ทางทีมคณะสัตวแพทย์ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้รีบให้การรักษาช้างทั้งหมด เพราะห้วงว่า พิษที่รุณแรงของยาฆ่าหญ้าชริดดังกล่าว จะไปทำร้ายระบบอวัยวะภายใน ทั้งตับ ไต และปอด จึงต้องให้สารน้ำสำคัญเข้าที่หลังใบหูของช้างวันละกว่า 80 ลิตรต่อวัน เพื่อให้ช้างมีร่างกายที่แข็งแรง เนื่องจากกินอาหารได้น้อย รวมถึงให้ยาแก้อักเสบ และยาละลายพิษยาฆ่าหญ้าที่กินเข้าไป เพื่อป้องกันพิษกระจายไปยังจุดสำคัญภายในร่างกาย โดยเฉพาะอาจจะไหลเข้าสู่ปอดของช้าง และทำให้หายใจลำบาก และจะเป็นสาเหตุทำให้ช้างสิ้นลม และตายลง

อาการล่าสุด ขณะนี้ หลังทำการรักษามานานกว่า 3 วัน พบว่าช้างทุกตัวอาการดีขึ้น โดยเฉพาะตัวที่มีอาการหนัก ทางสัตวแพทย์สามารถยับยั่งสารพิษที่จะไปเป็นอนัตรายต่อปอด ตับ และไต ได้ โดยจากผลการตรวจเลือดของช้างทุกตัว ที่กินยาฆ่าหญ้าเข้าไป พบว่า พิษยังไม่กระทบต่ออวัยวะภายในของช้างมาก ในระดับที่เป็นอันตรายมาก ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าพอใจ ที่ได้ช่วยชีวิตช้างทุกตัวไว้ ส่วนเรื่องแผลพุพองในปาก ทางทีมสัตวแพทย์จะได้ดูแลล้างแผล และให้ยาอยู่ตลอด เพื่อให้หายเป็นปกติ ทั้งหมดหมดนี้ จะต้องดูแลอาการอย่างใกล้ชิดต่อไป เพื่อให้เกิดความมั่นใจ ว่า ช้างปลอดภัย จากอันตรายต่อสารพิษชนิดรุนแรงนี้

นายสัตวแพทย์ ดร.ทวีโภค อังควนิช หัวหน้าฝ่ายอนุรักษ์ช้าง สถาบันคชบาลแห่งชาติ ในพระอุปถัมภ์ฯ องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ จ.ลำปาง กล่าวว่า ที่ผ่านมาในอดีต โรงพยาบาลช้างได้รับช้างที่กินสารพิษ โดยเฉพาะยาฆ่าหญ้า เข้าไป มารักษากว่า 25 เชือก ซึ่งทุกเชือกอยุ่ในระดับอันตรายต่อชีวิตช้างอย่างมาก และอัตราการรอดชีวิตของช้างนั้น มีอัตรา 50 : 50 ตามปริมาณที่กินเข้าไป และการรักาอย่างทันท่วงที

ด้าน รศ.นายสัตวแพทย์ ดร.ฉัตรโชติ ทิตาราม หัวหน้าศูนย์วิจัยช้าง และสัตว์ป่า คณะสัตวแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า อยากขอให้เกษตรกร งดการใช้สารพิษชนิดรุนแรงนี้ในพื้นที่การเกษตร เพราะขนาดช้างตัวใหญ่ ยังเป็นอันตรายมากขนาดนี้ แล้วหากคนสัมผัสกับสารพิษชนิดนี้ จะอันตรายมากเท่าใด จึงขอให้เกษตรกรคำนึงถึงความปลอดภัยต่อคน และสัตว์ต่างๆ นอกจากนี้ ขอให้ผู้เลี้ยงช้าง อย่าได้ปล่อยเลี้ยงช้างแบบธรรมชาติ เพราะที่ผ่านมา เกิดปัญหาเข้าไปรุกพื้นที่การเกษตรของผู้อื่น หรือเป็นอันตราย ทั้งจากการกินสารพิษเข้าไป ทั้งตามที่เก็บไว้ในเพิง กระท่อม หรือมีการฉีดพ่นในพื้นที่การเกษตร

 

นายธีรภัทร ตรังปราการ นายกสมาคมสหพันธ์ช้างไทย กล่าวว่า การเข้าช่วยเหลือช้างครั้งนี้ มาจากความร่วมมือของทุกฝ่ายที่ช่วยกันอย่างเต็มกำลัง เพื่อรักษาชีวิตช้างให้รอดปลอดภัย และในครั้งนี้ ถือว่าเป็นครั้งแรกของรถกู้ภัยช้าง ที่มีการเคลื่อนย้ายช้างป่วยอย่างถูกวิธี และคำนึงถึงความปลอดภัยของช้างทุกประการ ไม่เหมือนกับที่ผ่านมา ที่มักมีการเร่งรีบเคลื่อนย้ายช้างด้วยรถบรรทุก เพื่อนำไปรักษาตามโรงพยาบาลช้าง แต่ครั้งนี้ การเคลื่อนย้าย เรามีสัตวแพทย์ 2 คน ประจำรถบรรทุกกู้ภัยช้าง เพื่อดูอาการ และรักษาช้างอยู่ตลอดเวลา จากการเคลื่อนย้ายมาจาก จ.เชียงใหม่ มายังโรงพยาบาลช้างที่ จ.ลำปาง