จากกรณีที่ผู้บริหารของธนาคารออมสินออกมา เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 8 ส.ค.ที่ผ่านมา ธนาคารได้ปิดการให้บริการตู้เอทีเอ็มยี่ห้อ NCR ของธนาคารออมสินทั่วประเทศจำนวน 3,343 ตู้ เนื่องจากพบว่าตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค. มีมิจฉาชีพใช้โปรแกรมมัลแวร์ เข้าไปแฮกระบบตู้เอทีเอ็ม ยี่ห้อ NCR ของธนาคารออมสินและใช้บัตรกดเงินออกไปครั้งละ 4 หมื่นบาท จำนวน 21 ตู้ ใน 5 จังหวัด รวมความเสียหายเป็นเงินออกไปได้กว่า 12 ล้านบาท โดยการปล้นครั้งใหญ่นี้มีตู้เอทีเอ็มที่ถูกขโมยเงินไปที่จังหวัดภูเก็ต 6 ตู้ สุราษฎร์ธานี 2 ตู้ ชุมพร 2 ตู้ ประจวบคีรีขันธ์ 2 ตู้ เพชรบุรี 2 ตู้ และกรุงเทพฯ 5 ตู้ เป็นตู้บริเวณถนนสุขุมวิท และถนนวิภาวดีฯ
โดยวันนี้ ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่ตรวจสอบบริเวณตู้เอทีเอ็มหน้าธนาคารออมสิน ถนนพังงา อ.เมืองภูเก็ต และอีก 1 จุดบริเวณถนนเยาวราช พบว่ายังมีประชาชนมาใช้บริการเบิกถอนได้ตามปกติ ทางธนาคารมีการติดป้ายระบุสามารถเบิกถอนได้ตามปกติ
จากการสอบถามลูกค้าธนาคารออมสินหลายรายกล่าวว่า ไม่รู้สึกกังวลต่อปัญหาที่เกิดขึ้นเนื่องจากเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นโดยตรงกับธนาคารเอง ถึงแม้ความเสียหายเป็นตัวเงินที่มากพอสมควรแต่ก็ไม่น่ากระทบกับผู้ใช้บริการ และปัญหาสกิมเมอร์ก็เกิดขึ้นกับหลายธนาคารสิ่งที่ต้องระวังผู้ใช้เอทีเอ็มก็ต้องสังเกตเองว่าช่องเสียบบัตรของตู้หรือแป้นกดมีลักษณะผิดแปลกหรือไม่
ขณะที่ลูกค้าของธนาคารบางรายกล่าวว่า คนที่ฝากเงินกับธนาคารออมสินนั้นส่วนใหญ่จะเป็นคนวัยทำงานและผู้สูงอายุที่นิยมเดินทางมาทำธุรกรรมที่สำนักงานสาขา ไม่ค่อยใช้บริการจากตู้เอทีเอ็มมากนัก และในส่วนของเดิมทีตู้เอทีเอ็มของธนาคารออมสินในจังหวัดมีไม่มากอยู่แล้ว การปิดปรับปรุงตู้บางยี่ห้อที่ถูกสกิมเมอร์ ก็อาจส่งผลในมีตู้บริการน้อยลงบ้างแต่ก็ไม่เป็นปัญหา เนื่องจากทราบว่าสามารถกดเงินจากตู้เอทีเอ็มของธนาคารอื่นทั่วประเทศโดยไม่เสียค่าธรรมเนียม ซึ่งเชื่อมั่นว่าธนาคารเองจะแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว

