เมื่อวันที่ 21 เมษายน มีรายงานจากชายแดนไทย-เมียนมา แจ้งว่า มีข่าวจากคณะกรรมการผู้ลี้ภัยรัฐฉาน (พรมแดนไทย) เนื้อหาแจ้งถึงสถานการณ์พื้นที่อยู่อาศัยของชาวไทใหญ่ ใกล้ค่ายดอยก่อวันของกองกำลังไทใหญ่ หรือ SSA ติดกับ ต.เทอดไทย อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย ว่า ภายหลังเกิดเหตุยิงกระสุนปืนใหญ่ขนาด 120 มม. จำนวน 4 ลูก ไปตกในพื้นที่ไร่นา เขตห้วยปางควายเมื่อวันที่ 18 เม.ย.จำนวน 3 ลูก
และวันที่ 19 เม.ย. จำนวน 1 ลูก ห่างจากชายแดนไทยประมาณ 2 กิโลเมตรนั้น ทำให้ประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณดังกล่าวต่างเกรงกลัวว่าจะมีการโจมตีครั้งใหญ่ขึ้นอีก และพื้นที่ทุ่งนาที่เคยมีลูกระเบิดตกก็ไม่มีผู้ใดกล้าเข้าไปใกล้ เพราะเกรงจะมีการยิงไปยังจุดเดิมอีก
ขณะที่ในปัจจุบันมีผู้พลัดถิ่นอยู่บรเวณค่ายดอยก่อวัน 2,559 คน ต่างมีความกังวลและเก็บสัมภาระเพื่อให้มีความพร้อมอยู่ตลอดเวลาแล้ว
อ่านข่าว : ทหารเมียนมา เปิดศึก กองกำลังกู้ชาติไทใหญ่ ตรงข้ามเชียงราย

คณะกรรมการผู้ลี้ภัยรัฐฉาน (พรมแดนไทย) ระบุว่า ด้วยว่าสำหรับห้วยปางควายดังกล่าวเป็นแหล่งเกษตรกรรมหลักของดอยก่อวัน ใช้สำหรับปลูกข้าว ข้าวโพด และถั่วเหลือง เนื่องจากจุดที่ต้้งค่ายดอยก่อวันอยู่บนยอดเขา ไม่เหมาะกับการเพาะปลูก แต่หลังเกิดเหตุก็ได้ส่งผลกระทบต่อภาคการเกษตรอย่างหนักเพราะไม่ผู้คนกล้าเข้าไปในพื้นที่นั้นอีก
นอกจากนี้ ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมามีข่าวว่าทหารของกองทัพเมียนมาหลายร้อยนายได้เคลื่อนกำลังพลเขาไปใกล้ค่ายดอยก่อวันมากถึง 7 กองพัน โดยเป็นกองพันทหารราบเบาที่ 221, 225, 259, 388, 554 และ 572 และกองพันทหารราบที่ 314 พื้นที่โดยรอบยังรายล้อมด้วยฐานทหารของเมียนมาและว้า
ทางคณะกรรมการผู้ลี้ภัย (พรมแดนไทย) จึงมีความกังวลทั้งต่อผู้ลี้ภัยบนดอยก่อวัน และค่ายผู้พลัดถิ่นอีก 4 แห่งที่อยู่ตามแนวชายแดนรับฉานและประเทศไทย โดยเป็นผู้ที่ลี้ภัยจากการถูกบังคับให้ย้ายถิ่นฐานในภาคกลางและภาคใต้ของรัฐฉานในปี 1996-1998 ทำให้ชาวรัฐฉานกว่า 300,000 คนได้รับความเดือดร้อนอย่างหนักและหลายคนเสียชีวิต
ดังนั้น หากค่ายต่างๆ ถูกโจมตีก็ขอร้องต่อประเทศไทยให้อนุญาตให้ผู้พลัดถิ่นข้ามพรมแดน เพื่อหนีไปยังที่ปลอดภัย และได้รับการช่วยเหลือตามหลักมนุษยธรรมด้วย

