หน้าแรก ภูมิภาค เร่งกู้ภาพยาง...

เร่งกู้ภาพยางอีสาน! สุรินทร์ชวนใช้กรดฟอร์มิก หลังพบใช้ซัลฟิวริกกว่าร้อยละ 80

2.09.16 | 17:10 น.

เมื่อวันที่ 2 กันยายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากมีกระแสข่าวบริษัทมิชลิน และบริดจสโตน 2 ค่ายยางล้อรถยนต์ระดับโลก ที่ประกาศไม่รับซื้อผลผลิตยางพาราในพื้นที่ภาคอีสานของไทย ซึ่งได้มีการตัดสินใจพับแผนก่อสร้างโรงงานมูลค่ากว่า 2,000 ล้านบาทในภาคอีสาน หลังจากที่พบว่า กว่าร้อยละ 80 ของพื้นที่มีการใช้กรดซัลฟิวริกให้น้ำยางจับตัว เพื่อให้น้ำยางเซตตัวเร็ว ซึ่งวัตถุดิบดังกล่าวเมื่อนำไปผลิตเป็นผลิตภัณฑ์จะส่งผลต่อคุณภาพและอายุการใช้งานของยางล้อรถยนต์ให้มีอายุการใช้งานสั้นลง นอกจากนี้กรดดังกล่าวยังส่งผลกระทบต่ออายุต้นยาง จากเดิมที่มีอายุการกรีดนาน 30 ปี จะเหลือแค่ 15 ปีเท่านั้น

หลังจากเกิดกระแสข่าวดังกล่าว เจ้าหน้าที่ของการยางแห่งประเทศไทย จ.สุรินทร์ (กยท.จ.สุรินทร์) ได้ฝากสื่อมวลชนช่วยประชาสัมพันธ์ ให้เกษตรกรชาวสวนยางพารา หันมาใช้กรดฟอร์มิก หรือกรดอินทรีย์ความเข้มข้น 94% ซึ่งเป็นกรดอ่อน แทนกรดซัลฟิวริก เนื่องจากกรดฟอร์มิก ไม่ทำลายคุณสมบัติของยางพารา ไม่ทำลายสภาพแวดล้อม และสามารถระเหยได้ง่ายไม่ตกค้างในดินเหมือนกรดซัลฟิวริกที่มีกำมะถันสูง ถึงแม้กรดฟอร์มิกจะมีราคาสูงกว่ากรดซัลฟิวริก 3-4 เท่าตัวก็ตาม โดยกรดฟอร์มิกมีจำหน่ายตามท้องตลาดทั่วไป ในราคาแกลลอนละประมาณ 230-270 บาท ทั้งนี้ เพื่อช่วยกันกู้ภาพลักษณ์และคุณภาพของยางพาราภาคอีสานกลับคืนมา ถึงแม้ขณะนี้จะยังไม่มีผลกระทบกับราคายางพารา และยังคงมีการซื้อขายยางพารากันอย่างปกติอยู่ก็ตาม

นายชัยพันธุ์  สารภี หัวหน้าแผนกพัฒนานิเทศเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ การยางแห่งประเทศไทย จ.สุรินทร์ เผยว่า สำหรับ จ.สุรินทร์ มีเกษตรกรปลูกยางพารา ที่เปิดกรีดยางแล้วในปัจจุบัน จำนวน 7,732 ครัวเรือน มีพื้นที่กรีดยางพาราจำนวน 67,031 ไร่ ด้วยสภาวะภัยแล้ง ส่งผลให้ได้ปริมาณวัตถุดิบน้ำยางพารา เฉลี่ยไม่ถึงไร่ละ 270 กิโลกรัม/ไร่/ปี หรืออยู่ที่ประมาณ 240กิโลกรัม/ ไร่/ปี ราคายางก้อนถ้วยปัจจุบันอยู่ที่ประมาณกิโลกรัมละ 21-24 บาท เกษตรกรส่วนใหญ่กว่า 99% นิยมทำเป็นยางก้อนถ้วยขาย เนื่องจากขั้นตอนง่ายไม่ยุ่งยาก เหมือนการทำยางแผ่นที่ต้องใช้เวลา กระบวนการรีด ล้าง และอบด้วยความร้อน ซึ่งการทำยางแผ่นจะทำให้กำมะถันหลงเหลืออยู่น้อยและไม่ตกค้าง จึงทำให้ยางแผ่นมีคุณภาพมากกว่า เหมือนกับสวนยางพาราในพื้นที่ภาคใต้ที่ส่วนใหญ่ทำเป็นยางแผ่นจึงไม่เกิดปัญหาด้านคุณภาพเหมือนในภาคอีสาน ส่วนยางก้อนถ้วยจะมีสิ่งเจือปนเยอะกว่า โดยเฉพาะเศษฝุ่นละอองและเปลือกไม้ที่เกษตรกรกรีดตกลงไปในถ้วยและไม่ได้เก็บออกและถ้าเกษตรกรใช้กรดซัลฟิวริก จะเกิดการตกค้างอยู่ภายในก้อนยาง จึงทำให้เกิดปัญหายางไม่มีคุณภาพดังกล่าว