หน้าแรก ภูมิภาค ผู้ว่าฯโคราชค...

ผู้ว่าฯโคราชคุมเข้มเรือนจำหวั่นโควิด ห้าม จนท. ออกนอกพื้นที่ 14 วัน ยันไม่มีผู้ต้องขังติดเชื้อ

17.05.21 | 16:59 น.

ผู้ว่าฯโคราชคุมเข้มเรือนจำ หวั่นผู้ต้องขังติดโควิด-19 สั่งห้าม จนท.เรือนจำ 6 แห่งของจังหวัด ออกนอกพื้นที่ 14 วัน ยันไม่มีผู้ต้องขังติดเชื้อ เตรียมขอพระราชทานรถชีวนิรภัย ตรวจหาเชื้อโควิด-19 เชิงรุกในเรือนจำ

วันที่ 17 พฤษภาคม 2564 นายวิเชียร จันทรโณทัย ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา ประชุมหารือถึงมาตรการการป้องกันการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ภายในเรือนจำในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา ผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ ร่วมกับสาธารณสุขจังหวัด และผู้บัญชาการเรือนจำ กับเจ้าหน้าที่เรือนจำ ทั้ง 6 แห่งของจังหวัดนครราชสีมา เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรค ภายหลังจากที่พบผู้ต้องขังในเรือนจำและทัณฑสถานหลายแห่งในประเทศ ติดเชื้อโควิด-19 เป็นจำนวนมาก

ซึ่งหลังจากการหารือ นายวิเชียรได้ออกคำสั่งเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติหน้าที่ภายในเรือนจำ ทั้ง 6 แห่งของจังหวัดนครราชสีมา ห้ามออกนอกพื้นที่จังหวัดนครราชสีมาโดยเด็ดขาด เป็นระยะเวลา 14 วัน ซึ่งได้แก่ เรือนจำกลางคลองไผ่, เรือนจำกลางสีคิ้ว, เรือนจำกลางบัวใหญ่, ทัณฑสถานหญิงนครราชสีมา, ทัณฑสถานเกษตรอุตสาหกรรมเขาพริกสีคิ้ว และเรือนจำกลางนครราชสีมา โดยให้มีการปฏิบัติตัวตามมาตรการป้องกันการติดเชื้อโควิด-19 อย่างเคร่งครัด มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 18 – 31 พฤษภาคม 2564

โดยแม้ว่าในเรือนจำในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมาจะยังไม่พบมีผู้ต้องขังติดเชื้อโควิด-19 แต่อย่างใด แต่ทางจังหวัดได้เตรียมขอพระราชทานรถชีวนิรภัย มาดำเนินการตรวจหาเชื้อโควิด-19 แก่ผู้ต้องขังภายในเรือนจำทั้ง 6 แห่ง ซึ่งรวมมีผู้ต้องขังอยู่กว่า 2 หมื่นคน เพื่อค้นหาผู้ป่วยเชิงรุกควบคุมการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19

ทั้งนี้ ข้อมูลวันที่ 17 พฤษภาคม 2564 พบผู้ป่วยรายใหม่ จำนวน 8 ราย ตรวจพบผู้ป่วยรายใหม่ที่ อ.เมืองนครราชสีมา 7 ราย และที่ อ.ขามทะเลสอ 1 ราย รวมยอดผู้ป่วยสะสม 811 ราย พบใน 30 อำเภอจาก 32 อำเภอของจังหวัด ซึ่งรักษาหายเพิ่ม 26 ราย รวมหายป่วยสะสม 566 ราย ยังคงเหลือรักษาตัว 237 ราย และมีผู้เสียชีวิตสะสม รวม 8 ราย

Advertisement

สำหรับยอดประชาชนลงทะเบียนเพื่อรับการฉีดวัคซีนในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา ใน 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป และกลุ่มผู้ป่วย 7 โรคเรื้อรัง ขณะนี้มียอดจำนวนทั้งหมด 456,189 ราย คิดเป็น 59.87 เปอร์เซ็นต์ จากเป้าหมาย 8.6 แสนราย