ตำรวจสระบุรีแถลงข่าวคดีฆ่าฝังปูน หลานชายสารภาพทวงเงินหลายครั้งแล้วไม่ได้ ทำให้ต้องเป็นหนี้

จากกรณีวานนี้ (7 มิถุนายน) พบศพ นายไพโรจน์ พรหมทองเก่า อายุ 55 ปี ถูกฆ่าเทปูนซีเมนต์ทับภายในบ้าน โดยนายอานุภาพ กัญญาคำ อายุ 29 ปี หลานชาย รับสารภาพว่าเป็นคนลงมือฆ่า โดยเมื่อประมาณวันที่ 22 เมษายน 2564 เวลากลางวัน ได้มาทวงเงินที่ได้ร่วมทำงานรับเหมางานกับผู้ตายที่บ้านดังกล่าว ประมาณ 30,000 บาทแต่ผู้ตายไม่ให้ จึงเกิดอารมณ์ชั่ววูบ ใช้ไม้ตีจนผู้ตายเสียชีวิต จากนั้นออกไปซื้อปูนซีเมนต์มาเทปูนทับดังกล่าวนั้น

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 8 มิถุนายน พล.ต.ท.อำพล บัวรับพร ผบช.ภ.1 ร่วมกับ พล.ต.ต.ชยานนท์ มีสติ ผบก.ภ.จว.สระบุรี และ พ.ต.อ.เชษฐชัย เชษฐศิริ ผกก.สภ.เมืองสระบุรี ร่วมแถลงข่าวที่บ้านหลังเกิดเหตุ ด้วยเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน เวลาประมาณ 09.00 น. ได้รับแจ้งว่ามีผู้พบกองปูนซีเมนต์โบกทับคล้ายรูปร่างคน และมีกลิ่นเน่าเหม็นอยู่ในห้องนอนภายในบ้านดังกล่าว จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจ นำโดย พล.ต.ต.ชยานนท์ มีสติ ผบก.ภ.จว.สระบุรี พ.ต.อ.เชษฐชัย เชษฐศิริ ผกก.สภ.เมืองสระบุรี เจ้าที่ตำรวจ สภ.เมืองสระบุรี ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจพิสูจน์หลักฐานจังหวัดสระบุรี และแพทย์เวรโรงพยาบาลสระบุรี ร่วมกันตรวจสอบที่เกิดเหตุ เมื่อไปถึงพบ นายคงฤทธิ์ หวาดด้วงดี อายุ 29 ปี ลูกเขยผู้ตาย ยืนรออยู่บริเวณบ้านที่เกิดเหตุ

จากนั้นเจ้าหน้าที่ตรวจพิสูจน์หลักฐานจังหวัดได้เก็บรวบรวมพยานหลักฐานสิ่งแวดล้อมภายในห้องนอน และบริเวณโดยรอบที่เกิดเหตุ ก่อนพบว่าศพที่โดนปูนซีเมนต์เททับคือ นายไพโรจน์ พรหมเมืองเก่า

ต่อมา เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนได้ออกสืบสวนติดตามทันที นำตัวพยานและผู้ต้องสงสัยมาสอบปากคำ พบคนร้ายที่ก่อเหตุในคดีนี้คือ นายอานุภาพ กัญญาคำ หรืออาร์ม อายุ 29 ปี เป็นหลานของผู้ตาย จึงได้ติดตามตัวนายอานุภาพ และพยานหลักฐานที่ใช้ในการก่อเหตุลักทรัพย์สินที่เชื่อว่าจากการกระทำความผิดจึงได้ทำการจับกุม

แจ้งข้อกล่าวหา “ฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน โดยลอบฝัง ซ่อนเร้น ย้ายหรือทำลายศพหรือส่วนของศพเพื่อปิดบังการตายหรือเหตุแห่งการตายและลักทรัพย์ของผู้อื่น” และแจ้งสิทธิตามกฎหมาย พร้อมตรวจยึดของกลาง

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

พล.ต.ท.อำพลกล่าวว่า พฤติการณ์แห่งคดีเริ่มตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2563 นายอานุภาพกับนายไพโรจน์ ผู้ตาย ร่วมกันทำงานรับเหมาก่อสร้าง แล้วเสร็จประมาณเดือนมกราคม 2564 ต่อมา ประมาณเดือนมีนาคม 2564 นายอานุภาพได้ทวงถามเงินค่าจ้างส่วนที่ตนเองจะได้รับกับนายไพโรจน์ เป็นจำนวนเงิน 30,000 บาท ถึง 3 ครั้ง แต่นายไพโรจน์บ่ายเบี่ยง ต่อมา เดือนเมษายน 2564 นายอานุภาพได้ทวงถามค่าจ้างจากนายไพโรจน์อีก 4 ครั้ง แต่นายไพโรจน์ก็บ่ายเบี่ยง

ขณะเกิดเหตุนายอานุภาพยอมรับว่า เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2564 เวลาประมาณ 06.30 น. ได้ไปพบนายไพโรจน์ที่บ้านหลังดังกล่าว จากนั้นได้หยิบไม้กระถิน 1 ท่อน ความยาวประมาณ 80 ซม. ที่วางอยู่บริเวณหลังบ้านของผู้ตายถือเข้าไปภายในบ้าน จากนั้นเดินเข้าไปในห้องนอนนายไพโรจน์ พบว่าผู้ตายตื่นแล้ว จึงใช้ท่อนไม้ตีเข้าไปบริเวณศีรษะนายไพโรจน์ 1 ครั้ง เมื่อเห็นว่านายไพโรจน์สลบลงบนพื้นที่นอนจึงตีซ้ำบริเวณลำคออีก 1 ครั้ง จนแน่ใจแล้วว่านายไพโรจน์เสียชีวิตแล้ว จึงล็อกห้องนอนแล้วหลบหนีไป

นายอานุภาพบอกอีกว่า จากนั้นวันที่ 23 เมษายน เวลาประมาณ 12.00 น. ได้ไปซื้อปูนซีเมนต์จากร้านวัสดุใกล้เคียงที่เกิดเหตุ จำนวน 2 ถุง นำมาผสมที่บ้านหลังเกิดเหตุในเวลาประมาณ 17.30 น.วันเดียวกัน เพื่อปิดทับอำพรางศพนายไพโรจน์ จากนั้นได้กลับมาใช้ชีวิตประจำวันตามปกติ จนกระทั่งวันที่ 7 มิถุนายน 2564 นายอานุภาพถูกตำรวจติดตามจับกุม และรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา

พล.ต.ท.อำพลกล่าวว่า สำหรับเหตุจูงใจมี 2 ข้อคือ 1.ผู้ต้องหาประสงค์ต่อชีวิต เนื่องจากโกรธแค้นที่ผู้ตายเบี้ยวเงินค่าแรงรับเหมาก่อสร้างที่ได้ทำร่วมกัน เป็นเหตุให้ผู้ต้องหาต้องเป็นหนี้ โดยนำโฉนดที่ดินไปจำนองเป็นเงิน 40,000 บาท เพื่อนำมาใช้จ่ายในการแต่งงานของตนเอง เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2564 และเมื่อติดตามทวงถามผู้ตายก็บ่ายเบี่ยงตลอดเวลา และ 2.ความแค้นส่วนตัว เนื่องจากผู้ตายมักใช้คำรุนแรงกับผู้ต้องหา ก่อนนำตัวไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพ

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้‘ศักดิ์สยาม’ สั่งขนส่งสอบข้อเท็จจริง เวียนเสื้อวินมอ’ไซค์ เข้าฉีดวัคซีนโควิดที่สถานีกลางบางซื่อ
บทความถัดไป‘บิ๊กตู่’ สั่ง ‘กฤษฎีกา’ ศึกษา กม.คุมเนื้อหาสื่อออนไลน์ ก่อนชง ครม.ไฟเขียว