วันที่ 7 กันยายน ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่สวนยางพาราในพื้นที่ ต.เทพรักษา อ.สังขะ จ.สุรินทร์ ซึ่งเป็นพื้นที่ติดชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อติดตามข้อเท็จจริง ภายหลัง 2 บริษัทผลิตยางรถยนต์ชั้นนำประกาศไม่รับซื้อผลผลิตยางพาราในพื้นที่ภาคอีสานของไทย ซึ่งได้มีการตัดสินใจพับแผนก่อสร้างโรงงานมูลค่ากว่า 2,000 ล้านบาทในภาคอีสาน หลังพบว่ากว่าร้อยละ 80 ของพื้นที่มีการใช้กรดซัลฟิวริก ซึ่งวัตถุดิบดังกล่าวเมื่อนำไปผลิตเป็นผลิตภัณฑ์จะส่งผลต่อคุณภาพและอายุการใช้งานของยางล้อรถยนต์ให้มีอายุการใช้งานสั้นลง นอกจากนี้ กรดดังกล่าวยังส่งผลกระทบต่ออายุต้นยาง จากเดิมที่มีอายุการกรีดนาน 30 ปี จะเหลือแค่ 15 ปี นั้น
ผู้สื่อข่าวพบว่าในพื้นที่ จ.สุรินทร์ เกษตรกรยังคงทำการกรีดยางพารา และมีการซื้อขายยางพารากันตามปกติ โดยเกือบ 100% ของเกษตรกรในพื้นที่ นิยมหยอดน้ำกรดเพื่อทำเป็นยางก้อนถ้วยขาย และกว่า 50% ที่มีการใช้กรดฟอร์มิคเข้มข้น 90% (Formic) ซึ่งเป็นกรดอินทรีย์เวลาสลายตัวจะสลายได้หมด ไม่มีอนุมูลอะไรเหลือตกค้างที่จะทำให้คุณสมบัติของยางเสื่อมเสียได้ เป็นกรดอ่อน และไม่เข้มข้นเกินไป ไม่เป็นอันตรายต่อผิวหนัง และไม่กัดกร่อนโลหะ ตามที่การยางแห่งประเทศไทย รณรงค์ให้ใช้มาโดยตลอด
อย่างไรก็ตาม อีกกว่า 50% ของเกษตรกรในพื้นที่ยังคงใช้กรดซัลฟิวริกอยู่ ถึงแม้เป็นกรดอนินทรีย์ เมื่อสลายตัวจะมีอนุมูลซัลฟาของธาตุกำมะถันเหลือตกค้างทำให้คุณภาพยางเสื่อมเสียได้ แต่เกษตรกรที่ยังใช้อยู่เพราะอ้างเหตุผลว่า กรดซัลฟิวริค จะทำให้น้ำยางพาราจับตัวเป็นก้อนได้รวดเร็ว ทันต่อสถานการณ์ในช่วงหน้าฝน หากระหว่างกรีดยางพาราอยู่ แล้วพบว่าเกิดมีฝนเริ่มตั้งเค้าจะตก เมื่อหยอดกรดซัลฟิวริค จะทำให้น้ำยางพาราแข็งตัวได้ทันเวลา ก่อนที่น้ำฝนจะตกลงมาผสมกับน้ำยางพาราและไหลล้นทิ้งสู่พื้นดิน ทำให้เสียเปล่า
ขณะที่เกษตรกรที่ใช้กรดฟอร์มิคเป็นประจำได้กล่าวว่า กรดฟอร์มิค ก็ทำให้น้ำยางพาราแข็งตัวได้เร็วไม่ต่างจากกรดซัลฟิวริกนัก โดยการผสมเพิ่มกรดฟอร์มิคกับน้ำเปล่าให้เข้มข้นจากเดิมเล็กน้อย ยางพาราก็จะแข็งตัวได้เร็วเช่นกัน หรือหากฝนตกก่อน หรือคืนนั้นฝนทำท่าจะตก เกษตรกรส่วนใหญ่ก็จะไม่ออกไปกรีดยางพารากันอยู่แล้ว
นางต้อย ซ้อนจันทร์ อายุ 43 ปี ชาวสวนยางพารา ม.9 บ.ตาแตรว ต.เทพรักษา กล่าวว่า ตนใช้น้ำกรดฟอร์มิคมานานแล้ว ไม่เคยใช้กรดซัลฟิวริคเลย เพราะทราบดีว่า คุณสมบัติต่างกันแค่ไหน และไม่ทำให้ยางพาราเสียคุณภาพด้วย ถึงแม้จะขายเป็นแกลลอน 5 ลิตร ราคา 220 บาท แต่ก็สามารถนำมาผสมน้ำเปล่าได้อีกตั้งหลายขวดเช่นกัน

เช่นเดียวกับนายสำราญ เมินดี อายุ 37 ปี สมาชิก อบต.บ้านตาไท และเป็นชาวสวนยางพารา ต.เทพรักษา กล่าวว่า เกษตรกรชาวสานยางพาราในพื้นที่ ต.เทพรักษา มีการใช้กรดฟอร์มิคและซัลฟิวริค แล้วแต่ว่าใครชอบตัวไหน ในการหยอดไปในถ้วยรองน้ำยางพารา ซึ่งอีกกว่าครึ่งที่ใช้กรดซัลฟิวริคอยู่ แม้มีคนอ้างว่าถูกกว่าและทำให้แข็งตัวเร็วในช่วงหน้าฝน แต่อยากขอเชิญชวนให้ชาวสวนยางพาราหันมาใช้กรดฟอร์มิคที่ไม่กระทบกับยางพาราด้วย หากมีการใช้เต็มทุกพื้นที่ ก็จะช่วยทำให้ยางพาราของภาคอีสานมีคุณภาพและกู้ชื่อเสียงภาพลักษณ์ของยางพาราภาคอีสานกลับคืนมาได้
นอกจากนี้ เกษตรกรชาวสวนยางหลายรายระบุตรงกันว่า มีพ่อค้าคนกลางมาตั้งจุดรับซื้อยางพาราเอง บอกกับเกษตรกรว่าจะรับซื้อเฉพาะยางพาราก้อนถ้วยที่ใช้กรดซัลฟิวริคหยอดเท่านั้น ซึ่งสังเกตได้จากยางก้อนถ้วยที่เกษตรกรนำมาขาย ว่าจะมีความแข็งตัวและความยืดหยุ่นที่ต่างกัน ระหว่างยางพาราที่ใช้กรดฟอร์มิคและกรดซัลฟิวริคหยอด ซึ่งอาจจะเป็นกลยุทธ์ทางการตลาดของบริษัทที่จำหน่ายกรดซัลฟิวริคอยู่ก็เป็นได้ อย่างไรก็ตาม กระแสข่าวที่มีการรณรงค์ให้เกษตรกรหันมาใช้กรดฟอร์มิคที่ไม่มีผลกระทบต่อคุณสมบัติยางพารา ก็อาจจะส่งผลเสียต่อยอดการจำหน่ายกรดซัลฟิวริคที่มีขายอยู่ในท้องตลาดขณะนี้ได้ไม่น้อยเช่นกัน

สำหรับ จ.สุรินทร์ มีเกษตรกรปลูกยางพาราที่เปิดกรีดยางแล้วในปัจจุบัน จำนวน 7,732 ครัวเรือน มีพื้นที่กรีดยางพาราจำนวน 67,031 ไร่ ด้วยสภาวะภัยแล้งส่งผลให้ได้ปริมาณวัตถุดิบน้ำยางพาราเฉลี่ยไม่ถึงไร่ละ 270 กิโลกรัม/ไร่/ปี หรืออยู่ที่ประมาณ 240 กิโลกรัม/ไร่/ปี ราคายางก้อนถ้วยปัจจุบันอยู่ที่ประมาณกิโลกรัมละ 21-25 บาท

