รายงานระบุว่า ทางกลุ่มอาจารย์ได้กล่าวร้องเรียนว่าอธิการบดีของมหาลัยราชภัฏดังที่กล่าวมานั้น มีความประพฤติมิชอบ ละเว้นการปฎิบัติหน้าที่ จงใจกลั่นแกล้งและเลือกปฎิบัติให้เสียหาย ในการไม่ต่อสัญญาจ้างพนักงานมหาวิทยาลัย ทั้งที่อาจารย์บางท่านได้รับทุนการศึกษาไปศึกษาต่อยังต่างประเทศและมีความตั้งใจจะกลับมาสอนนักศึกษาต่อ เพื่อให้นักศึกษาได้รับความรู้ใหม่ๆและได้สอนชดใช้ในทุนการศึกษาที่ได้รับโอกาสได้ไปศึกษาต่อและหากได้กลับมาสอนต่อถือเป็นการได้เพิ่มศักยภาพของนักศึกษาให้ดีขึ้นด้วย โดยที่ผ่านมาระบบอุดมศึกษาทั่วประเทศ ตั้งแต่ พ.ศ.2547 เป็นต้นมา ตาม มติ ครม.ปี 2542 ว่าด้วยไม่มีการบรรจุข้าราชการพลเรือนเพิ่มขึ้นในตำแหน่งอาจารย์ ซึ่งถือเป็นพนักงานของรัฐ กินเงินแผ่นดินเช่นเดียวกัน และในปัจจุบันพบว่าอาจารย์พนักงานมหาวิทยาลัยมีมากกว่า อาจารย์ข้าราชการทั่วประเทศถึง ร้อยละ 70และยังมีมากขึ้นทุกปี เพราะไม่มีตำเเหน่งข้าราชการเพิ่มในมหาวิทยาลัยของรัฐทั่วประเทศ ตามนโยบายของรัฐบาลแล้วนั้น
ทางกลุ่มคณาจารย์เห็นว่า การไม่ต่อสัญญาการว่าจ้างอาจารย์ต่างๆ ถือเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ และมีเจตนาจงใจกลั่นแกล้งเพื่อหวังผลทางการบริหาร ที่ต้องการกำจัดเสียงความคิดเห็น การวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆในการบริหารงานภายในมหาวิทยาลัย ที่มีการตรวจสอบพบการทำงานของฝ่ายบริหาร ผิดปกติในหลายพฤติการณ์ ซึ่งทางกลุ่มคณาจารย์ที่ถูกเลิกจ้างและไม่ต่อสัญญาเหล่านี้ บางท่านมีตำแหน่งเป็นถึงประธานคณาจารย์และคณะกรรมการในการตรวจสอบ การเบิกจ่าย การอนุมัติสัญญาจัดซื้อจัดจ้างต่างๆภายในมหาวิทยาลัย และได้ตรวจสอบพบการทุจริตในโครงการแบบไม่โปร่งใสในหลายกรณี ซึ่งถ้าอาศัยตามหลักเกณฑ์ที่ระบุเอาไว้ในสัญญาอาจารย์เหล่านี้มีคุณสมบัติครบถ้วนในการพิจารณาในการต่อสัญญาการว่าจ้างให้ปฎิบัติหน้าที่ต่อไป แต่กลับถูกบอกเลิกสัญญาอย่างไม่เป็นธรรมโดยไม่รู้ตัวก่อนล่วงหน้า หากประพฤติตนผิดก็ควรมีการตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริง
น.ส.วิภาวี กล่าวว่าทางกระบวนการฝ่ายบริหารทางราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ได้มีการบอกเลิกสัญญาอาจารย์ล็อตใหญ่เลยปี 2558 ทั้งที่มีหลักพิจารณากฏเกณฑ์ในการจ้างต่อแบบชัดเจนอยู่ 3 ข้อหลัก คือ 1.ต้องผ่านเกณฑ์ประเมินผลประจำปี ซึ่งตนเองก็ผ่านอยู่ในระดับดี ไม่ใช้ขั้นต่ำ 2.ต้องมีเอกสารประกอบการสอน ตำราหรือหนังสือ ซึ่งโดยส่วนตัวก็ทำเรียบร้อยก็ผ่านเกณฑ์ด้วย 3.ต้องผ่านเกณฑ์ประเมินคุณลักษณะและจรรยาบรรณ ซึ่งมันก็มีประเด็นในข้อนี้ ซึ่งเรามีความมั่นใจว่าไม่เคยผิดจรรยาบรรณหรือถูกกรรมการตรวจสอบใดๆเลย จนมาเมื่อ 4 ปี หลังนี้ได้รับเลือกให้เป็นประธานสภาด้วย ก็เลยมั่นใจว่าจะต้องได้รับการต่อสัญญาแน่ๆ แต่พอหมดสัญญาในวันที่ 30 กันยายน 2558 ก็ยังไม่มีหนังสือแจ้งมา จนกระทั่งวันที่ 1 และ 2 ตุลาคม 2558 ก็ยังคงทำงานต่อ และพร้อมได้รับแจ้งเป็นกระดาษใบเดียวจากทางฝ่ายบริหารว่ามีความประสงค์จะไม่ต่อสัญญา แล้วให้เซ็นต์รับไม่แจ้งให้เหตุผลใดๆ เราก็ทำหนังสือชี้แจงผ่านสภามหาวิทยาลัย แล้วทางสภามหาวิทยาลัยแจ้งว่าเราได้พ้นสภาพออกไปแล้วไม่สามารถอุทธรน์เรื่องได้ เราก็ยื่นหนังสือต่ออธิการบดี ถามถึงเหตุผลแต่ทางอธิการบดีได้บอกกลับมาว่าสัญญาหมดลงแล้วไม่จำเป็นต้องบอกเหตุผล และเคยถามคณะกรรมการผู้ประเมินผลว่าเป็นเพราะอะไร ทางคณะกรรมการประเมินผลได้ตอบกลับมาเพียงว่าเราผิดจรรยาบรรณ และก็ได้ถามต่อว่าเราผิดด้วยเรื่องอะไรก็ไม่มีใครตอบเหตุผลจนถึงทุกวันนี้

