หน้าแรก ภูมิภาค จ่ายไร่ละพันไ...

จ่ายไร่ละพันไม่พอกิน นายทุนกว้านซื้อที่ หลังชาวนาแม่เหียะประกาศขาย ราคาทะลุไร่ละ 12 ล้าน!

9.09.16 | 18:30 น.
วันที่ 9 กันยายน 2559 นายศรัญญู มีทองคำ นายอำเภอเมือง จ.เชียงใหม่ เป็นประธานประชุมโครงการสนับสนุนเงินช่วยเหลือต้นทุนการผลิตให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกข้าว ปีการผลิต 2559/60 ระดับอำเภอ ที่หอประชุมที่ว่าการอำเภอเมืองเชียงใหม่ มีผู้แทนธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธกส.) สาขาเชียงใหม่ ฝ่ายปกครอง กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และผู้นำชุมชน เข้าร่วมกว่า 100 คน ซึ่งที่ประชุมสรุป มีเกษตรกรผู้ปลูกข้าวลงทะเบียนร่วมโครงการ 158 ราย จำนวน 250 แปลง รวม 1,773 ไร่ ซึ่งรัฐบาลสนับสนุนเงินช่วยเหลือไร่ละ 1,000 บาท รายละไม่เกิน 10 ไร่ หรือ 10,000 บาท เพื่อสนับสนุนการผลิตและเพิ่มประสิทธิภาพผลิตข้าว ให้ชาวนามีรายได้เพิ่มและคุณภาพชีวิตดีขึ้น โดยจ่ายเงินตามกรอบวิธีปฏิบัติภายใน 47 วัน หรือภายในวันที่ 31 ตุลาคมนี้
นายศรัญญูกล่าวว่า ปัญหาการช่วยเหลือเกษตรกรคือ ผู้เช่าที่ดินทำนาไม่ได้ทำสัญญาเช่า ไม่ได้เป็นบุคคลในพื้นที่ หรือไม่ได้ลงทะเบียน ไม่มีสิทธิได้รับเงินช่วยเหลือดังกล่าว เพราะมีการตรวจสอบตามกระบวนการขั้นตอนตามระเบียบราชการ ไม่ให้มีการทุจริต หรือเงินรั่วไหล ซึ่ง อ.เมือง เมื่อปี 2557 มีพื้นที่ทำนากว่า 2,200 ไร่ ปัจจุบันเหลือ 1,700 ไร่ ลดลง 500 ไร่ เนื่องจากประสบภาวะภัยแล้ง และบางส่วนถูกพัฒนาเป็นหมู่บ้านจัดสรร หรือธุรกิจเชิงพาณิชย์มากขึ้นปีนี้ คาดว่าได้รับเงินช่วยเหลือเพียง 1.7 ล้านกว่าบาทเท่านั้น
นายพิรุณ พลฤทธิ์ กำนันตำบลแม่เหียะ อ.เมืองเชียงใหม่ กล่าวว่า มีเกษตรกรลงทะเบียนกว่า 20 ราย มีพื้นที่ปลูกข้าวรวม 77 ไร่ ส่วนใหญ่อยู่ที่หมู่ 4 บ้านท่าข้าม และหมู่ 5 บ้านดอนปิน บางส่วนปลูกข้าวพื้นที่เอกชนที่ไม่ได้ทำสัญญาเช่า ที่สาธารณประโยชน์ หรือที่ราชพัสดุ จึงไม่เข้าข่ายโครงการดังกล่าว และไม่ได้รับการช่วยเหลือ

SONY DSC

“เดิม ต.แม่เหียะ เป็นพื้นที่ชานเมืองเชียงใหม่ มีพื้นที่ปลูกข้าวหลายพันไร่ ต่อมาเมืองขยายตัว จึงเหลือพื้นที่ปลูกข้าวเพียง 100-200 ไร่เท่านั้น เนื่องจากมีการสร้างหมู่บ้านจัดสรรและอาคารพาณิชย์เพิ่มทุกปี ทำให้ที่ดินมีราคาสูงขึ้น ถ้าอยู่ในชุมชนตารางวาละ 30,000 บาท อยู่ใกล้ตลาดสดแม่เหียะ 40,000 บาท/ตารางวา หรือไร่ละ 10-12 ล้านบาท คาดว่าไม่เกิน 3 ปี จะไม่เหลือพื้นที่ทำนาปลูกข้าวแล้ว เนื่องจากมีนายทุนเข้ามากว้านซื้อที่ดินเพื่อพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ประกอบกับมีภัยแล้ง ไม่มีน้ำปลูกข้าวเพียงพอ ชาวบ้านจึงขายที่ดินดังกล่าว” นายพิรุณกล่าว