เมื่อวันที่ 10 กันยายน นายธเนศ พุ่มทอง ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งประจวบคีรีขันธ์ ต.คลองวาฬ อ.เมือง จ.ประจวบคีรีขันธ์ เปิดเผยว่า ขณะนี้ศูนย์วิจัยได้ประสบความสำเร็จในการเพาะพันธุ์ม้าน้ำดำจำนวน 1 แสนตัว เพื่อนำไปปล่อยในแหล่งธรรมชาติในพื้นที่อุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม จ.ตรัง ในฝั่งทะเลอันดามัน และอ่าวไทยที่บริเวณอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะช้าง จ.ตราด หลังจากมีการสำรวจประชากรม้าน้ำดำในธรรมชาติมีแนวโน้มและความเสี่ยงที่จะสูญพันธุ์ เนื่องจากพบว่าชาวประมงบางพื้นที่ได้นำม้าน้ำที่ติดมากับเครื่องมือทำการประมง จากนั้นนำมาตากแห้ง เพื่อส่งไปจำหน่ายในตลาดต่างประเทศ
“โดยเฉพาะในประเทศจีน มีความเชื่อว่าม้าน้ำดำมีสรรพคุณทางยาบางประการและเป็นของหายากทำให้มีราคาแพงกิโลกรัมละกว่า 1,000 บาท ล่าสุดกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืชและกรมประมงมีโครงการฟื้นฟูประชากรม้าน้ำ หลังจากคณะอนุกรรมการสัญญาไซเตสได้ทบทวนสถานภาพการค้าสัตว์ในบัญชี 2 โดยประเทศไทยส่งออกมาน้ำมากที่สุดในภูมิภาคนี้” นายธเนศกล่าว
นายธเนศกล่าวว่า สำหรับม้าน้ำตัวเต็มวัยสำหรับม้าน้ำดำมีขนาด 5-7 เซนติเมตร (ซม.) ส่วนม้าน้ำที่นำมาใช้ประโยชน์ทางการค้าจะมีขนาด 3-5 ซม. นอกจากนั้นผลการวิจัยยังพบว่ามีชาวประมงบางส่วนจับม้าน้ำท้องแก่มาจำหน่ายทำให้โอกาสในการขยายพันธุ์ตามธรรมชาติลดลง ทั้งนี้ศูนย์วิจัยและเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งได้ถูกคัดเลือกให้มีการขยายพันธุ์ม้าน้ำเนื่องจากมีความพร้อมทุกด้าน มีทีมนักวิชาการที่มีประสบการณ์ในการเพาะพันธุ์สัตว์น้ำที่ไม่มีกระดูกสันหลังทั้งหอยมือเสือ ปลิงทะเล มีอาหารทั้งแพลงตอนพืชและแพลงตอนสัตว์เพื่ออนุบาลสัตว์น้ำวัยอ่อน

