แปดริ้วผวาหนัก! คลัสเตอร์ใหญ่จ่อล้นทะลักจากโรงงาน ผู้ว่าฯเร่งผุดรพ.สนาม 2,000 เตียง

เร่งผุด รพ.สนามให้ทันรับมือ 2 พันเตียง หลังคลัสเตอร์ใหญ่จ่อล้นทะลักจากโรงงาน

เร่งผุด รพ.สนามให้ทันรับผู้ป่วยโควิด 19 ให้ได้มากถึง 2 พันเตียง หลังคลัสเตอร์ใหญ่จากโรงงานขนาด 3.7 พันคนจ่อทะลักล้นออกมาอีกระลอก ด้านพ่อเมืองเดินหน้าประสานเอกชนผู้ประกอบการในพื้นที่ตรวจพบเชื้อ ให้จัดโซนรับมือการระบาดพร้อมเตรียมเข้าร่วมบริหารจัดการสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที ระบุพื้นที่รายรอบ จ.ฉะเชิงเทรา ล้วนเป็นสีแดงเข้มงวดสูงสุด ทั้งยังมีผู้ป่วยใกล้เต็มล้นทำการสวอปค้นหาหยุดชะงักเพื่อเลี่ยงเงื่อนไขตรวจพบแล้วต้องรักษา

วันที่ 7 ก.ค.64 เวลา 19.30 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในวันนี้ นายไมตรี ไตรติลานันท์ ผู้ว่าราชการ จ.ฉะเชิงเทรา ได้เดินทางลงพื้นที่อย่างเร่งด่วนไปยังในเขตพื้นที่ อ.บางปะกง ซึ่งเป็นที่ตั้งของสถานประกอบการประเภทโรงงาน และยังมีนิคมอุตสาหกรรมหลายแห่ง รวมถึงยังมีแคมป์คนงานก่อสร้างอยู่ในพื้นที่อีกเป็นจำนวนมาก และยังเป็นพื้นที่มีอัตราเสี่ยงสูงต่อการระบาดของโรคโควิด 19

โดยจุดแรกได้เดินทางไปยังที่โครงการหมู่บ้านมารวย มอเตอร์เวย์ ตั้งอยู่ในพื้นที่ ต.ท่าสะอ้าน อ.บางปะกง ซึ่งมีแคมป์คนงานก่อสร้างทำงานอยู่ภายใน หลังจากทราบผลการตรวจเชิงรุกออกมาแล้วพบว่า มีผู้ติดเชื้อเพิ่มอีกจำนวน 9 รายในวันนี้ จากการตรวจพบก่อนหน้าจำนวน 3 รายรวมเป็น 12 ราย โดยแคมป์คนงานแห่งนี้มีคนงานทั้งสิ้น 101 คน และยังมีผู้มีความเสี่ยงสูงอีก 87 คน

ซึ่งผู้ว่าราชการ จ.ฉะเชิงเทรา ได้กล่าวขอความร่วมมือต่อ นายสิทธิผล ลิ่มเงิน ผู้บริหารบริษัทมารวย เรียลเอสเตท จำกัด ว่าขอให้ใช้พื้นที่แคมป์คนงานก่อสร้างเป็นจุดพักคอยผู้ป่วย เพื่อรอส่งไปยังโรงพยาบาลสนาม และขอให้แบ่งโซนพื้นที่ เป็นโซนสีเหลืองสำหรับผู้ติดเชื้อ โซนสีเขียวสำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงสูง หรือใช้เป็นสถานที่กักตัว โดยทาง จ.ฉะเชิงเทรา พร้อมด้วยสาธารณสุขจังหวัด จะจัดแพทย์และพยาบาลเข้ามาดูแลในการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคต่อไป

ขณะที่ นายสิทธิผล ได้รับปากต่อทางผู้ว่าฯ จ.ฉะเชิงเทรา ว่า ยินดีที่จะจัดแคมป์คนงานให้เป็นสถานที่จุดพักคอยผู้ป่วย และพร้อมที่จะร่วมมือกับทางจังหวัดในการสร้างความมั่นใจต่อชุมชนรอบข้างในบริเวณใกล้เคียงว่า ทางบริษัทฯ จะให้ความร่วมมือกับทางจังหวัดและทำตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ทุกประการ ในการร่วมกันแก้ไขปัญหาการระบาดของโรคโควิด 19 ในแคมป์คนงานก่อสร้างของหมู่บ้าน

จากนั้นได้เดินทางไปยังที่บริษัท เดลต้า อิเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อเข้าพบผู้บริหารระดับสูงของสถานที่ เนื่องจากมีการตรวจพบเชื้อโควิด 19 จากพนักงานในบริษัทเป็นจำนวนมากถึง 81 คน และทางสำนักงานสาธารณสุข จ.ฉะเชิงเทรา ยังได้เข้ามาสวอปตรวจเชิงรุกจากพนักงานในบริษัทอีกจำนวน 1,326 คน จากพนักงานทั้งหมด 3,700 คน ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการรอผลการตรวจ

ซึ่งทาง นายไมตรี ได้กล่าวขอความร่วมมือจากทางบริษัทฯ เนื่องจากมีประชาชนบางส่วนเกิดความไม่สบายใจ และมองว่าโรงงานแห่งนี้กำลังจะกลายเป็นคลัสเตอร์ขนาดใหญ่ ทั้งยังมีการเสนอขอให้ปิดโรงงาน ซึ่งทางจังหวัดมองว่าหากปิดโรงงานขนาดใหญ่แล้ว จะส่งผลกระทบต่อทางด้านเศรษฐกิจของประเทศ อีกทั้ง จ.ฉะเชิงเทรา ยังมีนโยบายในการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ที่จะต้องมีประสิทธิภาพควบคู่กับการเดินหน้าทางด้านเศรษฐกิจให้เดินไปได้ด้วย

จึงได้ให้ปิดแต่เฉพาะในแผนกที่พบว่ามีผู้ติดเชื้อ แต่จะขอความร่วมมือให้ทางโรงงาน ได้ช่วยจัดหาจุดพักคอยให้ผู้ติดเชื้อรอระหว่างการส่งไปยัง รพ.สนาม ที่เป็นอาคารแบบแยกอิสระเอกเทศ เพื่อใช้เป็นสถานที่พักคอยผู้ติดเชื้อ และเป็นสถานที่กักกันผู้ที่มีความเสี่ยงสูง โดยทางจังหวัดจะจัดแพทย์และพยาบาล เข้ามาอำนวยความสะดวกในการดูแลด้านการรักษาพยาบาลให้

ซึ่งทางผู้บริหารของทางบริษัท ได้รับนำไปพิจารณาจัดหาอาคารสถานที่ ที่จะใช้เป็นจุดพักคอยตามที่ทางจังหวัดประสานขอความร่วมมือมาในการเตรียมความพร้อม หลังการลงพื้นที่เข้ามาประสานงานภาคเอกชนด้วยตนเองของนายไมตรี ไตรติลานันท์ ผู้ว่าราชการ จ.ฉะเชิงเทรา ได้กล่าวถึงสถานการณ์เตียงภายใน รพ.สนาม ของ จ.ฉะเชิงเทรา ว่า ขณะนี้เตียงในโรงพยาบาลสนามทั้ง 2 แห่งในพื้นที่ใกล้เต็มแล้ว

แต่ได้มีภาคเอกชนเสนอมาให้ไปใช้อาคารโกดังโรงงาน เป็นโรงพยาบาลสนาม ซึ่งตั้งอยู่ภายในท่าเรือ พื้นที่ อ.บ้านโพธิ์ ซึ่งมีความเหมาะสมและอยู่ห่างไกลจากชุมชน และยังสามารถรองรับเตียงสนามได้มากถึง 500 – 2,000 เตียง แต่ยังอยู่ระหว่างการจัดหาสิ่งอำนวยความสะดวกในการจัดตั้งเป็น รพ.สนาม เพื่อรองรับผู้ป่วยที่กำลังเพิ่มมากขึ้นในพื้นที่ต่อไป

พร้อมยังกล่าวอีกว่า สำหรับ จ.ฉะเชิงเทรา นั้นถือเป็นจังหวัดไข่แดงที่อยู่ใจกลางวงล้อมของจังหวัดอื่นๆ ที่เป็นพื้นที่สีแดงเข้มงวดสูงสุด และมีจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่เฉลี่ยนับร้อยรายต่อวัน ซึ่งมากกว่าจำนวนของผู้ที่ทำการรักษาจนหาย จึงทำให้ รพ.สนามในพื้นที่ของจังหวัดเหล่านั้นกำลังใกล้เต็ม จึงทำให้มีบางจังหวัดได้หยุดทำการตรวจหาผู้ติดเชื้อเชิงรุก เพื่อเลี่ยงเงื่อนไขตรวจพบแล้วต้องรักษา แต่ไม่มีเตียงหรือสถานพยาบาลรองรับ

ขณะนี้จึงไม่มีการตรวจหาเชื้อในกลุ่มของแรงงานที่เดินทางเข้ามาทำงานในพื้นที่ จ.ฉะเชิงเทรา แบบเช้ามาเย็นกลับ โดยเข้าไปอยู่ยังในจังหวัดพื้นที่เสี่ยงเข้มงวดสูงสุด ซึ่งมีเป็นจำนวนมากถึงวันละเกือบ 1 หมื่นราย จึงทำให้การแพร่ระบาดของเชื้อจากแรงงานกลุ่มนี้เข้ามาระบาดในพื้นที่ จ.ฉะเชิงเทรา เนื่องจากเขามาทำงานอยู่ในโรงงานเป็นเวลา 10 ชม. แต่อีก 14 ชม. เมื่อเดินทางกลับไปแล้ว ไม่ทราบว่าแรงงานกลุ่มนี้ไปยังที่ใดมาบ้าง ทางจังหวัดจึงต้องเร่งจัดหาจุดพักคอยคลัสเตอร์โรงงานอุตสาหกรรม ในพื้นที่ อ.บางปะกง เอาไว้เพิ่มเติมต่อไป นายไมตรี กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่าในวันนี้พื้นที่ จ.ฉะเชิงเทรา มีการรายงานผลการตรวจพบผู้ติดเชื้อเพิ่มเติมอีกจำนวน 100 ราย ทำให้มีผู้ติดเชื้อรวมทั้งสิ้น 5,965 ราย เป็นผู้ติดเชื้อจากการระบาดระลอกแรก 21 ราย เสียชีวิต 1 ราย ระลอกสอง 28 รายและระลอกล่าสุด 5,916 ราย เป็นผู้ป่วยในพื้นที่ 3,321 ราย เข้ามาทำการรักษาจากนอกจังหวัด 425 ราย จากการระบาดในเรือนจำ 2,595 ราย เสียชีวิตรวม 26 รายเป็นผู้ต้องขังในเรือนจำ 2 ราย บุคคลภายนอก 24 ราย

 

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้‘ทวี’ ไม่เห็นด้วย ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองพยานฯ ที่สั่งให้นายทะเบียนแก้ทะเบียนราษฎร์ และบัตรปชช. หวั่นสร้างข้อมูลเท็จ
บทความถัดไปกรมชลประทานยืนยันแผ่นดินไหวที่ประเทศลาว ไม่กระทบไทย