หน้าแรก ภูมิภาค เวทีสภาวธ.กาฬ...

เวทีสภาวธ.กาฬสินธุ์เดือด ยกปธ.คนเก่า5สมัยนั่งต่อ เอกชนโวยเล่นอิทธิพล ร้องคสช.มาล้างบาง

14.09.16 | 15:40 น.

 

วันที่ 14 กันยายน เมื่อเวลา 09.30 น. ที่ห้องประชุม 1 โรงแรมชาร์ลองบูทรีค อำเภอเมืองกาฬสินธุ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ ได้มีการประชุมปรึกษาหารือให้ได้มาซึ่งคณะกรรมการสภาวัฒนธรรมจังหวัดกาฬสินธุ์ โดยมี องค์กรเครือข่ายวัฒนธรรมภาคเอกชนและส่วนราชการเข้าร่วม มีนายสุรพจน์ รัชชุศิริ รองผู้ว่าราชการจังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นประธาน และมีนางพรพิมล คงตระกูล วัฒนธรรมจังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นแม่งานและชี้แจงบทบาทหน้าที่ และความเป็นมาของสภาวัฒนธรรม ตามพระราชบัญญัติวัฒนธรรมแห่งชาติ พ.ศ.2553 และกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้อง โดยมีนายชาญยุทธ โคตะนนท์ ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดกาฬสินธุ์ที่หมดวาระทำหน้าที่ในการรายงานผลการดำเนินงานสภาวัฒนธรรมในรอบปีที่ผ่านมา

การประชุมเนื่องจากหัวข้อหลักเป็นการประชุมปรึกษาหารือการให้ได้มาซึ่งคณะกรรมการสภาวัฒนธรรมจังหวัดกาฬสินธุ์ ที่สมาชิกส่วนใหญ่เชื่อว่าจะเป็นการหารือเพื่อเตรียมการจะเลือกตั้งประธานสภาวัฒนธรรมกาฬสินธุ์คนใหม่ในภายหลังเท่านั้น แต่ในที่ประชุม โดยนางพรพิมล คงตระกูล วัฒนธรรมจังหวัดกาฬสินธุ์ กลับเปิดให้มีการเลือกตั้งประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดกาฬสินธุ์คนใหม่ โดยให้นายอุทัย เวียงวะลัย เครือข่ายวัฒนธรรมอาวุโสสูงสุดทำหน้าที่ ส่งผลให้สมาชิกภาคเอกชนที่ส่วนใหญ่เป็นองค์กรเครือข่ายพากันออกมาโต้แย้งต่อการกระทำที่เกิดขึ้น โดยชี้ให้เห็นถึงกลุ่มบุคคลที่อยู่ในที่ประชุมส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นสมาชิกและองค์กรเครือข่ายที่มีสิทธิในการเลือกตั้งไม่ได้รับเชิญ จนทำให้เชื่อว่ามีการล็อบบี้ยิสต์ มีการจัดตั้งบุคคลภายนอกเข้ามาเลือกตั้ง แต่ก็ได้ให้มีการเลือกตั้งโดยอ้างมติการยกมือในที่ประชุม จนได้นายชาญยุทธ โคตะนนท์ เป็นประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดกาฬสินธุ์ ติดต่อกันเป็นสมัยที่ 6

นายนิมิต รอดภัย นายกสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดกาฬสินธุ์ ในฐานะเครือข่ายวัฒนธรรมจังหวัดกาฬสินธุ์ภาคเอกชน กล่าวว่า ขอแย้งและยืนยันว่าจะร้องไปถึง คสช. และกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม รวมไปถึงศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดกาฬสินธุ์ให้ตรวจสอบผลการเลือกตั้งครั้งนี้ เพราะเชื่อว่าสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดไม่โปร่งใส และไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตาม พ.ร.บ.วัฒนธรรมแห่งชาติ พ.ศ.2553 เพราะการปรึกษาหารือยังไม่ใช่การเลือกตั้ง ซึ่งการเลือกตั้งจะต้องมีการประกาศกันอย่างเปิดเผย วัฒนธรรมจังหวัดกาฬสินธุ์ ในฐานะผู้รับผิดชอบทั้งหมดจะต้องแจ้งไปยังองค์กรเครือข่ายที่มีอยู่จริง รวมถึงจะต้องมีการตรวจสอบคุณสมบัติจริงตามรายชื่อของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ไม่ใช่จะกระทำการคล้ายเป็นการมัดมือชก โดยเฉพาะนายชาญยุทธนั้นได้เป็นประธานสภาวัฒนธรรมมาแล้วถึง 5 สมัย ตกสมัยละ 3 ปี รวมก็ 15 ปี แต่ในฐานะที่อยู่ในเครือข่าย ส่วนตัวมองว่าไม่มีการพัฒนาผลงานหรืออาชีพในด้านวัฒนธรรมให้กับคนกาฬสินธุ์ ทั้งที่ จ.กาฬสินธุ์มีรากเหง้าทางวัฒนธรรมที่สูงส่ง กลับไม่ได้รับการสนับสนุน การเลือกตั้งหลายครั้งถือเป็นการปิดปากโดยกลุ่มบุคคลไม่กี่กลุ่ม ไม่เคยมีนักวิชาการที่รู้เรื่องวัฒนธรรมจริงๆเข้ามาพัฒนา

“สิ่งนี้เคยได้ปรึกษาไปยังวัฒนธรรมจังหวัดกาฬสินธุ์ เพราะตามหลักการนั้นใน พ.ร.บ.วัฒนธรรมแห่งชาติ พ.ศ.2553 สำหรับผู้ที่เคยดำรงตำแหน่งประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดกาฬสินธุ์นั้นก็จะต้องออกจากวาระตามกติกา แต่กลับปล่อยให้มีการเลือกตั้ง แต่งตั้ง อย่างไม่เกรงกลัว อีกทั้ง นายชาญยุทธ โคตะนนท์ ประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดกาฬสินธุ์ ยังมีตำแหน่งเป็นถึงรองประธานธรรมาภิบาลจังหวัดกาฬสินธุ์ ที่ขึ้นกับสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน มีหน้าที่ตรวจสอบงบประมาณ ดูแลเรื่องความโปร่งใสของรัฐทั้งหมด แต่กลับมีตำแหน่งเป็นประธานสภาวัฒนธรรมจังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่งจะต้องบริหารงบประมาณหลายสิบล้านบาท เมื่อมีตำแหน่งพ่วงเช่นนี้ใครจะเป็นคนตรวจสอบ ซึ่งถือได้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นยังเป็นการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนตัวและประโยชน์ส่วนรวม หรือผลประโยชน์ทับซ้อน ซึ่งนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กำลังรณรงค์ในเรื่องดังกล่าว” นายนิมิตกล่าว

Advertisement

นายนิมิตกล่าวว่า จะทำหนังสือรายงานชี้แจงพฤติการณ์รวมถึงพฤติกรรมทั้งหมดไปยัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. รวมไปถึงกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรมจังหวัดกาฬสินธุ์ และศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดกาฬสินธุ์ และจะให้ตรวจสอบภายใน สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดกาฬสินธุ์ เพราะถือได้ว่ามีพฤติกรรมรู้เห็นเป็นใจ มีเจตนาที่เล็งเห็นผลสนับสนุนให้กระทำผิด ที่ต้องขอให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเข้ามาตรวจสอบ กวาดล้างปัดบ้านให้สะอาด เพราะเชื่อว่ามีกลุ่มอิทธิพลเข้าครอบงำการทำงานของสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดกาฬสินธุ์ จนทำให้ จ.กาฬสินธุ์ไม่พัฒนาในเรื่องของคุณภาพที่คงไว้ซึ่งอัตลักษณ์ที่แท้จริงเพราะยังคงเลือกเอาคนที่ไม่รู้เรื่องวัฒนธรรมเข้ามาทำงาน

อย่างไรก็ตาม ผู้สื่อข่าวได้พยายามติดต่อทางโทรศัพท์ถึงนางพรพิมล เพื่อชี้แจงเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวแต่ไม่สามารถติดต่อได้