วันที่ 15 กันยายน ในที่สุดปัญหาการบุกรุกชายหาดในเขตเทศบาลหัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ที่ยืดเยื้อมานานกว่า 20 ปี กรณีนายทุน 52 รายรุกพื้นที่ชายหาดความยาวกว่า 400 เมตร ตั้งแต่ศาลเจ้าแม่ทับทิมถึงสะพานปลาหัวหิน เพื่อประกอบธุรกิจโรงแรมเถื่อน ร้านอาหารซีฟู้ดขนาดใหญ่ บ้านพักอาศัย บริเวณริมถนนนเรศดำริห์ มีความคืบหน้า เมื่อนายนพพร วุฒิกุล นายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองหัวหินแจ้งหนังสือที่ ปข 52306.3//ว 3860 ลงวันที่ 7 กันยายน 2559 แจ้งให้จำเลยปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลฎีกา หลังจากศาลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์อ่านคำพิพากษาเมื่อวันที่ 10 กันยายน 2557 เนื่องจากพบว่าจำเลยยังไม่รื้อถอนอาคารและยังไม่ได้ชำระค่าปรับตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ผลจากคำสั่งดังกล่าวทำให้มีการตั้งข้อสังเกตว่า เหตุใดหลังจากมีคำสั่งศาลนานกว่า 2 ปี เทศบาลเมืองหัวหินเพิ่งสั่งการให้ผู้บุกรุกรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างภายใน 30 วัน โดยระบุว่าจำเลยอาจมีหนังสือยินยอมให้เทศบาลหัวหินเข้าดำเนินการรื้อถอน และผู้บุกรุกต้องเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการรื้อถอน หรือผู้บุกรุกจะรื้อถอนเองภายในเวลากำหนด
เมื่อตรวจสอบค่าปรับที่ศาลฎีกามีคำสั่งปรับจำเลยแต่ละราย ศาลพิจารณาค่าปรับรายวันวันละ 1,000 บาท ตามระยะเวลาที่ฝ่าฝืนตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร นับถึงวันฟ้อง ทำให้จำเลยแต่ละรายต้องจ่ายค่าปรับรายละเกือบ 1 ล้านบาทถึง 1.3 ล้านบาท โดยเทศบาลหัวหินในฐานะผู้เสียหายตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร อ้างว่าได้ตรวจสำนวนเมื่อวันที่ 23 สิงหาคม ที่ผ่านมาจึงพบว่าจำเลยไม่ได้ปฏิบัติตามคำสั่ง
จากการตรวจสอบข้อเท็จจริง ก่อนที่นายนพพร ได้ชี้แจงข้อเท็จจริงถึงผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ระบุว่า เดิมคดีดังกล่าวมีนายเกียรติคุณ จันสุริยวงศ์ เป็นนิติกรเจ้าของคดี แต่ปัจจุบันได้เสียชีวิต ทำให้เกิดปัญหาอุปสรรคในการรับโอนสำนวนคดี และต้องตรวจสอบคดีใหม่ทั้งหมด และปัจจุบันสภาพอาคารมีการเปลี่ยนแปลง ดังนั้นการดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการบังคับคดีจะต้องพิสูจน์ทราบให้ได้ข้อเท็จจริงเป็นที่ยุติก่อนว่าอาคารที่ถูกดำเนินการเป็นหลังใด มีสภาพอาคารอย่างไร ปัจจุบันมีผู้ใดครอบครอง และการบังคับคดีจะต้องทำอย่างรัดกุมเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายของประชาชนเกินควร
แต่เอกสารดังกล่าวไม่ได้ชี้แจงว่าศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดแต่อย่างใด และเมื่อตรวจสอบบันทึกข้อความลงวันที่ 11 มิถุนายน 2558 ลงนามโดยหัวหน้างานนิติกรเทศบาลเมืองหัวหิน มีข้อพิจารณาถึงผู้บริหารเทศบาลหัวหิน แจ้งว่าเนื่องจากการดำเนินคดีชั้นศาลได้พิจารณาจนถึงที่สุดแล้ว ขั้นตอนต่อไปจะเป็นเรื่องของการบังคับคดี แต่บันทึกข้อความดังกล่าวก็ไม่ทำให้การดำเนินการตามอำนาจหน้าที่มีความคืบหน้าใดๆ
นายพงษ์พันธ์ วิเชียรสมุทร ปลัดจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาได้สั่งการให้เทศบาลหัวหินดำเนินการเร่งรัดการแก้ไขปัญหาการบุกรุกชายหาดโดยมีหนังสือจากผู้ว่าฯแจ้งผู้บริหารอย่างต่อเนื่องติดต่อกันนานหลายปี แต่ไม่เคยได้รับรายงานเป็นลายลักษณ์อักษรว่าคดีถึงที่สุด ล่าสุดผู้ว่าฯได้สั่งการรายงานข้อเท็จจริงพร้อมชี้แจงเหตุผลความล่าช้า หลังจากศาลฎีกามีคำพิพากษานานกว่า 2 ปี โดยขอให้เร่งรัดในการใช้อำนาจหน้าที่ตามขั้นตอนและรายงานผลให้ทราบทุกระยะ
“ผู้บริหารท้องถิ่นไม่ควรมีข้ออ้างว่าคำสั่งศาลไม่ได้กำหนดระยะเวลาในการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างหรือกำหนดระยะเวลาการจ่ายค่าปรับเพื่อถ่วงเวลาเอื้อประโยชน์ในการใช้พื้นที่ดังกล่าว แต่ควรเร่งรัดใช้อำนาจหน้าที่เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของรัฐ และกรณีนี้ควรแจ้งให้สำนักงาน ปปง.พิจารณาเพื่อยึดทรัพย์ จากฐานความผิดในการทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมบริเวณชายหาด”

ด้าน พ.ต.อ.บัญชา ปั้นประดับ รองผู้บังคับการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รอง ผบก.ปทส.) กล่าวว่า จากการตรวจสอบผลการพิจารณาคดีภายหลัง เทศบาลหัวหินได้ยื่นฟ้องผู้บุกรุกตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร ตามข้อเท็จจริงเทศบาลในฐานะเจ้าพนักงานท้องถิ่นมีอำนาจหน้าที่ในการดูแลที่ดินสาธารณประโยชน์ร่วมกับฝ่ายปกครอง รวมทั้งสำนักงานเจ้าท่าภูมิภาคมีหน้าที่ดูแลที่ดินที่น้ำท่วมถึงตาม พ.ร.บ.การเดินเรือในน่านน้ำไทย 2456 แต่มีการตั้งข้อสังเกตว่าเหตุใดเทศบาลหัวหินไม่แจ้งข้อหาบุกรุกที่สาธารณประโยชน์ ซึ่งมีโทษสถานหนัก แต่ฟ้องตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร เพื่อเปิดช่องให้ผู้บุกรุกจ่ายค่าปรับรายวันแค่วันละ 1,000 บาท ทำให้กลุ่มนายทุนโดยเฉพาะเจ้าของร้านอาหารซีฟู้ดขนาดใหญ่มีกำไรจากผลประกอบการบริเวณชายหาดเดือนละหลายแสนบาท เป็นเวลานานหลายสิบปี
“ที่สำคัญคดีพนักงานอัยการในฐานะโจทก์ได้แจ้งให้พนักงานสอบสวน สภ.หัวหินดำเนินการสอบสวนหาพยานหลักฐานเพิ่มเติมในข้อหาบุกรุกที่ดินสาธารณประโยชน์ และคดีบุกรุกสิ่งล่วงล้ำลำน้ำของกรมเจ้าท่า แต่พบว่ามีปัญหาจากข้อมูลในคดีบุกรุกไม่ครบถ้วนเพียงพอในการสรุปสำนวนส่งฟ้อง โดยเฉพาะความชัดเจนในการกำหนดแนวเขตการบุกรุกที่ดินของรัฐ และในอดีตยังมีปัญหาจากการฟ้องคดีของกรมเจ้าท่า เนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องผู้บุกรุกหลายรายตาม พ.ร.บ.การเดินเรือในน่านน้ำไทย เนื่องจากมีช่องว่างของกฎหมายกรณีการพิสูจน์ตัวบุคคลผู้ครอบครองอาคารที่มีการบุกรุกที่ดินของรัฐ” พ.ต.อ.บัญชากล่าว
ขณะที่ พ.ต.อ.ฉัตรไชย เรียนเมฆ รอง ผบก.ภ.จว.ประจวบคีรีขันธ์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาผู้พิพากษาศาล จ.ประจวบคีรีขันธ์ได้ออกหมายจับผู้ต้องหา 8 ราย เมื่อปี 2557 เนื่องจากจำเลยไม่ได้เดินทางไปฟังคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีดังกล่าว จึงได้สั่งการให้ ผกก.สภ.หัวหินเร่งรัดจับกุมจำเลยทั้งหมด เนื่องจากผู้ต้องหาส่วนใหญ่ไม่ได้หลบหนี แต่เป็นนักธุรกิจที่มีชื่อเสียง เป็นหัวคะแนนของนักการเมืองท้องถิ่นในเมืองหัวหิน และให้รายงานชี้แจงเหตุผลให้ทราบว่าเหตุใดหลังรับทราบหมายจับ แต่ไม่มีการจับกุมผู้ต้องหาตามอำนาจหน้าที่นานกว่า 2 ปี ซึ่งได้รับรายงานว่าก่อนหน้านั้นหมายจับสูญหายระหว่างนำส่ง สภ.หัวหิน

นอกจากนี้ นายสุทธิพงษ์ คล้ายอุดม นายอำเภอหัวหิน กล่าวว่า คดีนี้นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะ คสช.ให้ความสนใจเป็นอย่างมาก เนื่องจากเมื่อเดือนมีนาคม 2558 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและคณะได้เดินทางมาติดตามการจัดระเบียบชายหาดที่ อ.หัวหิน เพื่อยกระดับเป็นพื้นที่นำร่องของประเทศ โดยมีการจัดระเบียบผู้ประกอบการร่มผ้า เตียงผ้าใบตลอดแนวชายหาดหัวหิน ส่วนผู้บุกรุก 52 รายมีบางหน่วยงานอ้างว่าคดียังไม่สิ้นสุด และการประชุมร่วมกันหลายฝ่ายเมื่อวันที่ 24 สิงหาคมที่ผ่านมา เพื่อติดตามความคืบหน้าคดีบุกรุกชายหาด ผู้เกี่ยวข้องจากเทศบาลหัวหินก็ไม่ได้รายงานที่ประชุมว่าคดีถึงที่สุด เพื่อให้ทุกฝ่ายเร่งดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ตามนโยบายจัดระเบียบชายหาดของ คสช. หลังจากศาลฎีกามีคำพิพากษานานกว่า 2 ปี แต่เทศบาลหัวหินยังไม่สั่งบังคับคดีเพื่อให้รื้อถอนและสั่งให้ผู้บุกรุกทุกรายจ่ายค่าปรับรายวันมูลค่ารวมหลายล้านบาท สำหรับการดำเนินการล่าช้าโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร อาจจะเข้าข่ายละเว้นในการปฏิบัติหน้าที่อย่างชัดเจน
นายสุทธิพงษ์กล่าวว่า ขณะนี้ฝ่ายปกครองได้สรุปข้อมูลนำเสนอให้ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ 15 (มทบ.15) รายงานถึงรัฐบาล และคณะ คสช.เพื่อขอให้พิจารณาในการใช้อำนาจพิเศษตามมาตรา 44 จัดการปัญหาชายหาดหัวหินที่ยืดเยื้อมานานกว่า 20 ปี เพื่อให้ปัญหาได้ข้อยุติตามนโยบายการจัดระเบียบชายหาดของ คสช.และนำพื้นที่ชายหาดไปหาแนวทางในการปรับภูมิทัศน์เพื่อให้ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน เนื่องจากชายหาดหัวหินเมืองท่องเที่ยวตากอากาศระดับนานาชาติในปัจจุบันมีพื้นที่เพื่อสันทนาการน้อยมาก

