หน้าแรก ภูมิภาค สมุทรสงครามลง...

สมุทรสงครามลงตรวจแนวลำพูทะเลคลองโคนยืนต้นตาย ชี้ชัดเจอน้ำเค็ม ไร้น้ำจืดมาเจือจาง

20.09.16 | 14:10 น.

วันที่ 20 กันยายน จากกรณีที่ได้เสนอข่าวปัญหาภัยแล้งทำให้ต้นลำพูแนวกันคลื่นยืนต้นตายตลอดแนวชาวฝั่งตำบลคลองโคนไปแล้วนั้น ล่าสุด น.ส.จิตรา พรหมชุติมา ผวจ.สมุทรสงคราม ซึ่งติดราชการสำคัญได้มอบให้ นายนรินทร์ ทรงพิสิฐกูล นายอำเภอเมืองสมุทรสงคราม พร้อมด้วยนายชุมพล ทองแท้ นักวิชาการป่าไม้ชำนาญการ สำนักงาน ทส.จ.สมุทรสงคราม, นายณรงค์ บุญมา เจ้าหน้าที่ตรวจป่าสถานีพัฒนาทรัพยากรป่าชายเลนที่ 7 จ.สมุทรสงคราม, นายดิเรก แก้วมณี กำนันตำบลคลองโคน, นายมานะ เทียมดวงแข ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 3 และผู้ที่เกี่ยวข้องลงเรือล่องริมชายทะเลพื้นที่ตำบลคลองโคนเพื่อตรวจสอบปัญหาต้นลำพูตายดังกล่าว

นายชุมพลกล่าวว่า จากการตรวจสอบสภาพที่เกิดเหตุพบว่าจะตายเฉพาะต้นลำพู แต่ไม้ป่าชายเลนในพื้นที่ใกล้เคียงไม่ได้รับความเสียหายแต่อย่างใด จึงมั่นใจว่าไม่ได้เกิดจากสารเคมีหรือน้ำเสียเพราะถ้าหากเป็นจาก 2 ปัจจัยดังกล่าวต้นไม้จะต้องตายทั้งหมดแน่นอน นอกจากนี้ ต้นลำพูปกติจะกระจายพันธุ์จากต้นน้ำมาถึงปากอ่าวในช่วงน้ำกร่อย รวมทั้งยังมีความแตกต่างจากป่าชายเลนทั่วไป คือไม่มีต่อมขับเกลือ ดังนั้น ในช่วงหน้าแล้งจะมีความเค็มมาก เพราะไม่มีน้ำจืดจากต้นน้ำมาเจือจาง เมื่อน้ำเค็มมากเกินไปต้นลำพูจึงไม่สามารถขับเกลือทิ้งได้ทำให้ลำพูทิ้งใบตายในที่สุด ซึ่งที่ผ่านมาเริ่มมีฝนตกลงมาบ้างแล้ว ทำให้ลำพูต้นที่ไม่ตายจำนวนหนึ่งจะเริ่มแตกใบอ่อน เป็นหลักฐานว่าเมื่อมีน้ำจืดมาเจือจางลำพูจะฟื้นสภาพได้ อย่างไรก็ตาม สถานีพัฒนาทรัพยากรป่าชายเลนที่ 7 จะเก็บตัวอย่างดินและดินทะเลส่งไปตรวจสอบอย่างละเอียดต่อไป

นายนรินทร์กล่าวว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้นทราบว่าต้นลำพูไม่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ในปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนแปลงทางสภาพแวดล้อมทั้งดินและน้ำ แต่ในอดีตเมื่อปี พ.ศ.2540 ที่ชาวบ้านนำต้นลำพูมาปลูกเป็นแนวหน้า เพื่อป้องกันคลื่นกระทบฝั่งนั้น เนื่องจากในอดีตยังไม่ประสบปัญหาภัยแล้ง ฝนตกตามฤดูกาลทำให้มีน้ำจืดไหลลงมามากจึงสามารถปลูกต้นลำพูได้ แต่ 2 ปีที่ผ่านมาเกิดปัญหาภัยแล้งทำให้เขื่อนศรีนครินทร์และเขื่อนแม่กลองปล่อยน้ำลงมาน้อย จึงทำให้ต้นลำพูยืนต้นตายในที่สุด

อย่างไรก็ตาม การที่ลำพูตายในครั้งนี้ถือเป็นโอกาสที่จะมีการส่งเสริมปลูกป่าชายเลนอย่างยั่งยืน เนื่องจากที่ผ่านมาลำพูมีใบหนาแน่นทำให้แดดไม่สามารถส่องถึงพื้น ผลของต้นแสมที่ตามธรรมชาติจะไหลตามน้ำมาจมดินโคลนชายฝั่งเมื่อได้รับแสงจะต้องเติบโตเป็นต้นใหญ่จึงไม่สามารถขึ้นได้ ซึ่งเมื่อลำพูตายลงจึงเป็นโอกาสที่จะส่งเสริมให้มีการปลูกต้นแสมที่มีระบบรากคล้ายกับต้นลำพูคือรากที่แผ่ไปกับพื้นและโผล่มาหายใจเป็นรากอากาศ จะทำให้สามารถเจริญเติบโตในดินเลนนิ่ม และมีคุณสมบัติที่ช่วยยึดดินโคลนไม่ให้ถูกคลื่นซัดพัง แต่แสมเป็นพืชป่าชายเลนมีความทนต่อความเค็ม จึงเตรียมส่งเสริมให้ชาวบ้านปลูกแสมเป็นพืชแนวหน้ากันคลื่นแทนต้นลำพู เมื่อดินโคลนเริ่มหนาแน่นเป็นเลนแข็ง ก็จะสามารถปลูกต้นโกงกางเสริมเข้าไปให้เป็นป่าชายเลนที่สมบูรณ์ยั่งยืนต่อไป