เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 20 กันยายน ชาวบ้านในพื้นที่อำเภอเมืองกระบี่ จำนวนกว่า 30 คน ได้ทยอยเดินทางไปแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษกับพ.ต.ท.โสภณ คงทอง สว.(สอบสวน) สภ.เมืองกระบี่ จ.กระบี่ ภายหลังจากที่มีบุคคลอ้างตัวว่าเป็นพนักงานของธนาคารออมสิน ทราบชื่อต่อมา คือ น.ส.นิภาวดี เครือแต้ หรือน้องเจ อายุ 28 ปี อยู่บ้านเลข 107 หมู่ 6 ต.กระบี่น้อย อ.เมือง จ.กระบี่ ได้ไปออกให้บริการตามสถานที่ต่างๆ โดยระบุสามารถช่วยชาวบ้านฐานะยากจนหรือไม่มีหลักทรัพย์สามารถกู้เงินจากธนาคารออมสินได้ในวงเงิน 100,000-300,000 บาท แต่จะต้องจ่ายรายละ 4,000-12,000 บาท ซึ่งขึ้นอยู่กับวงเงิน
แต่เมื่อลูกค้าจ่ายเงินพร้อมส่งเอกสารเรียบร้อย ผ่านไปประมาณ 6 เดือนก็ไม่สามารถติดต่อกับพนักงานคนดังกล่าวได้อีกเลย และเมื่อสอบถามไปยังธนาคารอมสินสาขากระบี่ ปรากฏว่าทางธนาคารแจ้งว่า บุคคลดังกล่าวไม่ใช่เจ้าหน้าที่ของธนาคาร และทางธนาคารไม่มีนโยบายให้ออกไปบริการนอกพื้นที่ เบื้องต้นทางเจ้าหน้าที่ได้ให้กรอกรายละเอียดเรื่องราวที่เกิดขึ้นพร้อมลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน
นายอรชุน จิรังดา อายุ 32 ปี อยู่บ้านเลขที่ 59/21 หมู่ 11 ต.กระบี่น้อย อ.เมืองกระบี่ กล่าวว่า เมื่อช่วงระหว่างเดือน ก.พ.และ มี.ค.59 ที่ผ่านมา ตนและชาวบ้าน รวม 12 คน ได้ยื่นเอกสารสำเนาบัตรประชาชนและสำเนาทะเบียน พร้อมจ่ายเงินให้แก่ให้แก่นางสาวนิภาวดี หรือเจ คนละ 8 พันบาท โดยคนที่กู้วงเงิน 1 แสน จ่าย 4 พันบาท วงเงิน 2 แสน จ่าย 8 พันบาท รวมวงเงิน 96,000 บาท เพื่อเป็นค่าดำเนินการด้วยวิธีพิเศษไม่ต้องมีการตรวจสอบเอกสารยุ่งยาก และเห็นว่าคนที่ติดแบล๊กลิสต์ก็ได้ หลังจากนั้นประมาณ 1 เดือน น.ส.นิภาวดีได้นัดให้ไปกรอกเอกสารที่ธนาคารออมสิน สาขาห้างบิ๊กซี สาขากระบี่ แต่เมื่อถึงเวลานัดหมาย นส.วิภาวดี ก็บอกว่าถ้าอยากได้เร็วก็ให้หาสมาชิกมาเพิ่ม เมื่อโทรศัพท์ติดต่อไปก็ขอเลื่อนเวลาไปอีก 2 เดือนครึ่ง โดยทำในลักษณะดังกล่าวหลายครั้ง จนกระทั่งผ่านไปหกเดือนก็ยังไม่ได้กู้เงิน และไม่สามารถติดต่อ น.ส.นิภาวดีได้อีกเลย จึงได้ไปสอบถามที่ธนาคารออมสินสาขากระบี่แต่ธนาคารบอกว่าไม่มีพนักงานคนดังกล่าวแต่อย่างใด และหากจะดำเนินการเรื่องธุรกรรมการเงินก็ต้องมาทำที่ธนาคารเท่านั้นไม่มีบริการเคลื่อนที่ จึงรู้ว่าพวกตนถูกหลอกแล้ว จึงได้พากันเดินทางมาแจ้งความเพื่อให้ให้เจ้าหน้าที่ติดตามตัวมานางสาววิภาวดี มาดำนินคดีตามกฎหมายและขอเงินทั้งหมดคืน
ด้าน พ.ต.ท.โสภณกล่าวว่า เบื้องต้นกรณีที่เกิดขึ้นเข้าข่ายฉ้อโกงประชาชน โดยในขณะนี้มีผู้เสียหายได้ทยอยเดินทางมาแจ้งความต่อเนื่องไม่ต่ำกว่า 50 ราย ทั้งในท้องที่ อ.เมืองกระบี่ อ.เหนือคลอง อ.คลองท่อม และ อ.เขาพนม และต่างจังหวัดด้วย ซึ่งได้แนะนำให้ไปแจ้งความตามท้องที่เกิดเหตุ ในส่วนของ สภ.เมืองกระบี่ เบื้องต้นมีประมาณ 20 ราย ซึ่งได้ให้ผู้เสียหายลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานแล้ว หลังจากนี้จะทำการสอบปากคำผู้เสียหายและรวบรวมพยานหลักฐานอย่างละเอียดเพื่อดำเนินการเรียกตัวผู้ถูกกล่าวหามาทำการสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

