หมอแถลงผลวิจัยฉีดเข็ม3ใต้ผิวหนัง ภูมิขึ้นสูงกว่าปกติ ใช้วัคซีนน้อยกว่าเดิม 5 เท่า

รพ.วชิระภูเก็ตแถลงผลวิจัยฉีดเข็ม 3 ใต้ผิวหนัง ใช้วัคซีนเพียง 20% แต่ภูมิขึ้นสูงกว่าปกติ รอกระทรวงสาธารณสุขอนุมัติให้ฉีดเพิ่มภูมิคุ้มกันโควิด

เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2564 นายแพทย์เฉลิมพงษ์ สุคนธผล ผู้อำนวยการ โรงพยาบาลวชิระภูเก็ต แพทย์หญิงวิทิตา แจ้งเอี่ยม รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลวชิระภูเก็ต นายภูมิกิตติ์ รักแต่งาม นายกสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ต นายประชา อัศวธีระ ผู้อำนวยการเขตพื้นที่ภาคใต้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม แถลงข่าว ผลงานวิจัยการฉีดวัคซีนใต้ผิวหนัง โรงพยาบาลวชิระภูเก็ต ณ ห้องประชุม บริษัท ภูเก็ตพัฒนาเมืองจำกัด

นายแพทย์เฉลิมพงษ์ สุคนธผล ผู้อำนวยการ โรงพยาบาลวชิระภูเก็ต กล่าวว่า โรงพยาบาลวชิระภูเก็ต ประสบความสำเร็จในการทำวิจัยฉีดวัคซีนเข็ม 3 ด้วย วัคซีน Astrazeneca แบบฉีดเข้าผิวหนังโดยใช้ปริมาณวัคซีนเพียง 20% นำโดย พญ.ศุภลักษณ์ ละอองเพชร และ พญ. วิทิตา แจ้งเอี่ยม ได้ริเริ่มงานวิจัยนี้เพื่อเป็นทางเลือกในการบริหารวัคซีนของจังหวัดภูเก็ต และน่าเป็นทางเลือกของประเทศไทยในการใช้วัคซีนเข็มที่ 3 ที่ใช้ปริมาณน้อยลงถึง 5 เท่า

” ขณะนี้อยู่ในช่วงดำเนินการขอเป็นลายลักษณ์อักษร กับกระทรวงสาธารณสุข ในการฉีดใต้ผิวหนัง ซึ่ง ภูเก็ต อาจเริ่มฉีดวัคซีนใต้ผิวหนังเป็นที่แรก ทันทีที่กระทรวงสาธารณสุขอนุมัติ “นายแพทย์เฉลิมพงษ์ กล่าว

ด้าน แพทย์หญิง วิทิตา แจ้งเอี่ยม รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลวชิระภูเก็ต กล่าวว่า การวิจัยนี้ได้มีอาสาสมัครอายุระหว่าง 18-60 ปี จำนวน 242 คนที่เคยได้รับวัคซีนSinovac แล้ว 2 เข็มเข้าร่วมโครงการ โดยแบ่งอาสาสมัครเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มที่ 1 ได้รับการฉีดแบบทั่วไป (แบบเข้ากล้ามเนื้อ) จำนวน 120 คนโดยได้รับวัคซีน 0.5 ml และกลุ่มที่ 2 ได้รับการฉีดแบบใต้ผิวหนัง จำนวน 122 คน โดยได้รับวัคซีน 0.1 ml หรือ 1 ใน 5 ของการฉีดแบบทั่วไป

ผลการทดลองพบว่าภูมิต้านทานของผู้ที่ได้รับการฉีดวัคซีนแบบใต้ผิวหนังมีค่าเฉลี่ยสูงกว่าผู้ที่รับการฉีดวัคซีนแบบทั่วไปเล็กน้อย โดยผู้ที่รับการวัคซีนแบบใต้ผิวหนังมีภูมิคุ้มกันเฉลี่ย 17,662.3 AU/ml และ ผู้ที่รับการฉีดวัคซีนแบบทั่วไปมีภูมิคุ้มกันเฉลี่ย 17,214.1 AU/ml โดยผู้รับวัคซีนทั้งสองกลุ่มมีค่าภูมิคุ้มเกินเกณฑ์ขั้นต่ำที่กำหนด (840 AU/ml) ซึ่งผลข้างเคียงในการฉีดวัคซีนแบบใต้ผิวหนังมีน้อยกว่าการฉีดแบบทั่วไป เช่น มีไข้ หรือปวดศีรษะเพียง 70 ราย เมื่อเทียบกับ การฉีดแบบทั่วไป 98 ราย แต่การฉีดวัคซีนแบบใต้ผิวหนังจะมีผลข้างเคียงบริเวณที่ฉีดเช่น ระคายเคือง และบวมแดงมากกว่าแต่ไม่เป็นที่น่าวิตกกังวล

” การวิจัยนี้ทำเพื่อยืนยันผลการฉีดวัคซีนแบบใต้ผิวหนังว่า ภูมิคุ้มกันหลังฉีดมีค่าเฉลี่ยเท่ากับหรือสูงกว่าการฉีดแบบทั่วไป และเป็นการเปิดมิติใหม่ในการใช้วัคซีนเข็ม 3 ให้กับประชาชน โดยจังหวัดภูเก็ตจะนำร่องในการฉีดวัคซีน Astrazeneca แบบใต้ผิวหนังให้กับชาวภูเก็ตจำนวน 200,000 คนที่ได้รับวัคซีน 2 เข็ม ชนิด Sinovac ไปก่อนหน้านี้

การกลับไปสู่วิถีชีวิตปกติความจำเป็นของการได้รับวัคซีนเข็มที่ 3 น่าจะเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง และในภาวะที่วัคซีนมีจำนวนจำกัด การใช้เทคนิคการฉีดแบบใต้ผิวหนังจะใช้วัคซีนที่น้อยกว่า ทำให้สามารถกลับไปใช้ชีวิตแบบปกติได้เร็วขึ้นกว่าเดิมมาก และน่าจะเป็นวิธีการสำคัญในการแก้ปัญหาวัคซีนขาดแคลนของมนุษยชาติที่จะรับมือกับโควิด 19 โดยเฉพาะในช่วงที่มีการระบาดเชื้อสายพันธุ์เดลต้า “แพทย์หญิง วิทิตา กล่าว

ด้าน นายประชา อัศวธีระ ผู้อำนวยการเขตพื้นที่ภาคใต้ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวว่า ผู้ลงทะเบียนผ่าน www.ภูเก็ตต้องชนะ.com ในเข็ม 3 จำนวน กว่า 2 แสนคน มีจองเข้ามากว่า 9หมื่นคน ส่วนกลุ่ม 608 ที่ยังไม่ได้วัคซีน 16,000คน

ข้อมูลการได้รับการฉีดวัคซีนในจังหวัดภูเก็ต ณ วันที่ 14 ก.ย.64 เป้าหมายที่วางไว้ 466,587คน ผู้ที่ฉีดเข็มที่1 จำนวน 431,090คน คิดเป็น 92% ผู้ที่ฉีดครบ2เข็ม จำนวน 379,598คน คิดเป็น 81% มีผู้ลงทะเบียนและรอรับการฉีดวัคซีน 484,664คน ขอให้ชาวภูเก็ตแจ้งลงทะเบียนรับวัคซีนเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ได้ที่ www.ภูเก็ตต้องชนะ.com

ด้าน นายภูมิกิตติ์ รักแต่งาม นายกสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ต กล่าวว่า การรับวัคซีน2เข็ม ภูมิคุ้มกันจะต้องมีเข็ม 3 หากไม่พอ จะเดินต่อได้อย่างไร จึงต้องเตรียมเข็มที่ 4 และเข็มที่ 5-6 ยังไม่ทราบอนาคตจะเป็นอย่างไร ซึ่ง พื้นที่แต่ละแห่งต้องมีเข็มที่ 3-4 ในอนาคต ถ้าทุกคนได้รับวัคซีนต้องฉีดใต้ผิวหนังเมื่อโรงพยาบาลวชิระภูเก็ตได้รับอนุญาตให้ฉีดได้ซึ่งวัคซีนมีเพียงพอทุกคนเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของคนภูเก็ตและภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์

 

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon

บทความก่อนหน้านี้คอหวย ไม่พลาดส่องทะเบียนรถ ‘บิ๊กตู่’ ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำชัยนาท
บทความถัดไปQ&A ทำความรู้จักกับ “วันเยาวชนแห่งชาติ”