วันที่ 24 กันยายน นายสุรพล เธียรสูตร นายกเทศมนตรีเมืองน่าน เปิดเผยถึงการเตรียมพร้อมจัดการแข่งเรือประเพณี จ.น่าน ชิงถ้วยพระราชทาน นัดปิดสนาม ระหว่างวันที่ 28-29-30 ตุลาคมนี้ หลังจากมีกระแสเรียกร้องให้อนุรักษ์เรือแข่งเอกลักษณ์โบราณ ซึ่งปัจจุบันถูกดัดแปลงเป็นเรือตัดต่อ (เรือปาร์เกต์) เพื่อเน้นน้ำหนักเบาและเร็ว มุ่งเอาชนะกันจนเปลี่ยนแปลงไปมาก โดยเฉพาะล่าสุดการแข่งขันเรือนัดเปิดสนาม วันที่ 17-18 กันยายนที่ผ่านมา เรือแข่งของชุมชนสวนหอม ต.ผาสิงห์ อ.เมืองน่าน เกิดอุบัติเหตุล่มจมลงทำให้เรือแตกหักง่าย และวิพากษ์วิจารณ์กันไปต่างๆ นานา ว่ากำลังเตรียมประชุมหารือฝ่ายที่เกี่ยวข้องว่าจะหาทางออกร่วมกันอย่างไร
นายสุรพลกล่าวว่า อยากแนะนำวันเกิดเหตุระดับแม่น้ำน่านขึ้นสูงและกระแสเชี่ยวเพราะเพิ่งผ่านมรสุมพายุ การกลับเรือขณะจะถึงเส้นชัย ควรเลือกวิธีให้น้ำส่งท้ายเรือไป อย่าเอาหัวเรือฝืนกระแสน้ำเพราะน้ำอาจเข้าเรือทำให้จมได้ ส่วนเรือเป็นของชุมชนต่างๆ มีหน้าที่รักษาและรับผิดชอบความเสียหายเอง ไม่ใช่ภาระให้เรือกู้ชีพกู้ภัยของเทศบาล เมื่อเกิดเรือล่มจะตัดสินใจโยนเชือกให้ ส่วนเจ้าของเรือแข่งต้องตัดสินใจว่าจะใช้เชือกนี้ไปลากจูงเข้าฝั่งหรือไม่ ประกอบกับเรือที่ประสบอุบัติเหตุ เป็นลำเรือที่ใช้แผ่นไม้ประกอบกันหรือ “เรือปาร์เกต์” ไม่แข็งแรงเหมือนเรือขุดและแตกหักง่าย

“วันนั้นฝีพายที่ลอยคออยู่ตัดสินใจไม่เอาเชือก ประคองเรือเองเพื่อไม่ให้เรือเสียศูนย์ แต่ปรากฏว่าคนที่จะเอาเรือเข้าฝั่งอาจหมดแรงหรือเอาไม่ไหว เมื่อเกาะเรือจนพลิกคว่ำก็หลุดลอยไป ตอนนั้นเจ้าหน้าที่กู้ชีพกู้ภัยทำงานยากมากแต่ผ่านการอบรมมา จำเป็นต้องช่วยเหลือชีวิตฝีพายหรือเน้นคนให้ปลอดภัยก่อนเป็นสำคัญ ไม่สามารถตามไปผูกเรือที่ไหลไปตามกระแสน้ำเชี่ยวได้ทัน เพราะโยนเชือกให้ก่อนแล้ว ไม่มีผู้เสียชีวิตแต่ก็หมดแรงเป็นตะคริวเกือบจมน้ำและช่วยพาขึ้นเรือไว้ทัน” นายสุรพลกล่าว และว่า สำหรับเรือที่แตกหักเสียหาย เพราะไหลไปฟาดกับตอม่อของสะพานพัฒนาภาคเหนือ กลางสนามแข่งขัน เรื่องนี้ต้องตกลงและแบ่งความรับผิดชอบให้ชัดเจน อย่างไรเสื้อชูชีพที่แนะนำกันมานั้นเป็นไปไม่ได้ ฝีพายปฏิเสธเพราะจะทำให้พายติดขัดไปหมด ดังนั้นในเรือเราจึงมีอุปกรณ์ต่างๆ ทั้งเชือก ไม้ยื่นให้จับ ห่วงยางและชูชีพเตรียมพร้อมไว้อยู่แล้ว ตอนนี้วางแผนถึงขนาดจะเอาเชือกไปผูกไว้กับเสาริมแม่น้ำเป็นระยะ ผูกแกลอนไว้สำหรับเกาะหลังจากที่ฝีพายไปผูกเรือของตนไว้เสร็จแล้ว

นายสุพลกล่าวด้วยว่า ไม่ขัดข้องที่องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) หรือ อพท. มีแนวคิดจะเข้ามาอนุรักษ์เรือโบราณหรือเรือแข่งเอกลักษณ์ดั้งเดิมเอาไว้ จะมาร่วมสนับสนุนเทศบาลเมืองน่าน หรือให้องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) น่านแบ่งไปจัดแข่งขันเอง ทั้งนี้ ส่วนหนึ่งนัดปิดสนามจัดแข่งขัน 3 วัน โดยมีแข่งขันเรือเอกลักษณ์กันอยู่แล้ว แต่รวมแข่งผสมแต่ละขนาดเข้าด้วยกัน เพราะเหลือเรือน้อยและน้ำหนักมากสู้เรือสมัยใหม่ไม่ได้ ฝีพายหายากและสูงวัยเพื่อให้รุ่นเก่าได้มีโอกาส เน้นเรือเอกลักษณ์ที่เป็นขี้ขะย้าหรือเรือขุดโบราณ มีหัวเป็นพญานาคราช หางเป็นหงส์ มีถ้วยรางวัลเกียรติยศของ รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา เงิน 20,000 บาท หากหน่วยงานไหนสนใจจะมาจัดการ ปรับปรุงแข่งเป็นขนาดแต่ละรุ่นพร้อมเพิ่มรางวัล เพื่อให้เกิดแรงจูงใจและความยั่งยืนก็เป็นเรื่องที่ดี ประชาชนสนใจมาดูกันมาก แต่ปัจจุบันต้นไม้ขนาดใหญ่สำหรับทำเรือขุดนั้นหาไม่ได้แล้ว ควรปรับปรุงจากเรือเก่าตามชุมชนต่างๆ ซึ่งเริ่มสนใจมาเล่นกันมากขึ้น หรือซื้อจากประเทศเพื่อนบ้าน

