ผู้ว่ากาญจน์ สั่งคุมเข้มตามแนวชายแดน สกัดแรงงานต่างด้าวทะลักเข้าพื้นที่
เมื่อเวลา 10.00 น. วันนี้ 19 พ.ย.64 ที่ห้องประชุมแควใหญ่ ชั้น 5 ศาลากลางจังหวัดกาญจนบุรี นายจีระเกียรติ ภูมิสวัสดิ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี เป็นประธานการประชุมศูนย์สั่งการชายแดนไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน ด้านเมียนมา จังหวัดกาญจนบุรี โดยมี หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทหาร ตำรวจ เข้าร่วมประชุมฯเนื่องจากปัจจุบันได้ปรากฏข่าวสารการลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายของบุคคลต่างด้าวอย่างต่อเนื่อง ที่ผ่านมาทางจังหวัดกาญจนบุรี ได้ร่วมกับ ทหาร ตำรวจ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการเข้มงวดกวดขันตามแนวชายแดน ซึ่งได้มีการจับกุมบุคคลต่างด้าวที่ลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายและได้ผลักดันกลับประเทศ พร้อมทั้งดำเนินคดีกับผู้นำพาเข้าสู่กระบวนการตามกฎหมาย และติดตามการเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง
จังหวัดกาญจนบุรีได้ประชุมร่วมกับคณะกรรมการศูนย์สั่งการชายแดนไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน ด้านเมียนมา จังหวัดกาญจนบุรี เพื่อติดตามสถานการณ์ของประเทศเพื่อนบ้านและเตรียมพร้อมรองรับสถานการณ์การอพยพของผู้ลี้ภัยความไม่สงบในพื้นที่ชายแดน ซึ่งมีความพร้อมในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่แล้ว นอกจากนี้ยังได้บูรณาการร่วมกันระหว่างหน่วยงานและเครือข่ายที่ให้ความช่วยเหลือ ในการเพิ่มความเข้มงวดกวดขันตามแนวชายแดนเป็นพิเศษ ในการเฝ้าระวังและสอดส่องความเคลื่อนไหวของขบวนการนำพาแรงงานข้ามชาติ ตลอดจนเฝ้าระวังการลักลอบบังคับใช้แรงงานที่เข้าข่ายฐานความผิดค้ามนุษย์ในสถานประกอบการ พร้อมทั้งได้กำชับพนักงานสอบสวนทำสำนวนอย่างรอบคอบและรัดกุมครอบคลุมทุกฐานความผิดที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งขยายผลไปยังเครือข่ายค้ามนุษย์ทั้งกระบวนการต่อไปด้วย
ทั้งนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี ได้เน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานในพื้นที่กวดขันเจ้าหน้าที่ในสังกัด ไม่ให้เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการค้ามนุษย์อย่างเด็ดขาด หากพบว่ามีผู้ฝ่าฝืนหรือละเลยให้ดำเนินการทั้งทางอาญาและทางวินัยโดยทันที
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่รัฐบาลประกาศเปิดประเทศเมื่อวันที่ 1 พ.ย.64 ที่ผ่านมา พบว่า สถานการณ์การลักลอบข้ามแดนเข้ามาของแรงงานชาวเมียนมาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง พบว่า ระหว่างวันที่ 1 พ.ย.จนถึงวันที่ 18 พ.ย.64 รวม 18 วัน เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงตามแนวชายแดนจังหวัดกาญจนบุรี สามารถจับกุมแรงงานต่างด้าวชาวเมียนมาที่ลักลอบหลบหนีเข้ามาในราชอาณาจักรไทยโดยผิดกฎหมายได้ จำนวน 15 คดี ผู้ต้องหา 829 ราย เป็นชาย 498 ราย หญิง 331 ราย ผู้นำพาเป็นชายชาวเมียนมา 2 ราย และชายชาวไทย 4 ราย


