ป้าร้องทุกข์โจรลักทรัพย์ผ่านจอทีวี ยันไม่เสียสติ ชี้ถูกจ้องรังแกมายาวนานหลายสิบปี

ป้าระแวงป่วนจอ ยันไม่เสียสติเผยถูกจ้องรังแกมาอย่างยาวนานหลายสิบปี ระบุเคยเข้าแจ้งความร้องทุกข์มาแล้วหลายครั้งหลังมีโจรเข้าบ้าน แต่ จนท.หลายยุคทำได้เพียงลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน คดีความจึงไม่คืบหน้า ทั้งยังถูกคนการเมืองท้องถิ่นจ้องยึดเอาที่ดินเพื่อตัดถนนผ่านเข้าบ้าน แต่เมื่อไม่ยินยอมกลับถูกกลั่นแกล้งเรื่อยมา

วันที่ 5 ม.ค.65 เวลา 17.30 น. ผู้สื่อข่าวได้รับการเปิดเผยจาก น.ส.วรรณี บุญยกรอำนวย อายุ 69 ปี อยู่บ้านเลขที่ 42 หมู่ 5 ต.แปลงยาว อ.แปลงยาว จ.ฉะเชิงเทรา ผู้ที่โทรศัพท์ไปร้องทุกข์ออกอากาศในรายการ “NBT รวมใจสู้ภัยโควิด-19” ทางสถานีโทรทัศน์ ช่อง NBT ในช่วงรับเรื่องร้องทุกข์ เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 3 ม.ค.65 โดยระบุว่าที่บ้านของตนได้มีโจรบุกเข้ามาลักทรัพย์อย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลานานถึงกว่า 20 ปีแล้ว แต่ทางเจ้าหน้าที่ไม่สามารถหาตัวคนร้ายที่บุกเข้ามาก่อเหตุได้

ต่อมาเมื่อเวลา 13.00 น. วันเดียวกัน พ.ต.อ.สมชาย ทิวงษา ผกก.สภ.แปลงยาว จ.ฉะเชิงเทรา พร้อมด้วย พ.ต.ท.สุรเดช นาคหมวก สว.สส.สภ.แปลงยาว ได้นำกำลังชุดสืบสวนเดินทางลงพื้นที่ไปตรวจสอบยังที่บ้านหลังดังกล่าว กลับไม่พบร่องรอยของคนร้ายที่เพิ่งเข้ามาก่อเหตุปีนเสาไฟฟ้า และขึ้นไปบนหลังคาบ้านตามที่ถูกนำมากล่าวอ้างในราย ว่าเหตุการณ์ล่าสุดนั้นเพิ่งเกิดขึ้นมาเพียง 3 วันก่อนหน้า ตามที่ได้นำเสนอข่าวไปแล้วนั้น

น.ส.วรรณี ได้กล่าวต่อผู้สื่อข่าวว่า ได้ถูกคนร้ายเข้ามาลักทรัพย์สินภายในบ้านนับตั้งแต่เมื่อปี พ.ศ.2539 ถึง 2540 ทั้งเงินสดที่ขายของได้จำนวนกว่า 3 หมื่นบาท และเงินโบราณซึ่งเป็นเงินเหรียญสตางค์แดงหรือเงินรู น้ำหนักรวมหลายกิโลกรัม รวมถึงทรัพย์สินที่เคยวางจำหน่ายขายอยู่ภายในร้าน เนื่องจากครอบครัวมีอาชีพค้าขายอยู่ภายในบริเวณตลาดบางบ่อ อ.แปลงยาว จ.ฉะเชิงเทรา

โดย น.ส.วรรณี ได้นำพาผู้สื่อข่าวเดินชี้ร่องรอยสิ่งของที่เคยวางไว้แล้วหายไป รวมถึงร่องรอยที่อ้างว่าถูกคนร้ายเข้ามากระทำการกลั่นแกล้งต่างๆ นาๆ หลายสิบครั้งไปจนทั่วทั้งบริเวณบ้าน พร้อมระบุว่าที่ผ่านมาได้เคยเข้าแจ้งความร้องทุกข์ยังที่ สภ.แปลงยาว ไว้แล้วจนนับครั้งไม่ถ้วน (โดยเธอสามารถระบุชื่อนามสกุลของนายตำรวจ ซึ่งเป็นพนักงานสอบสวนเมื่อครั้งในสมัยอดีตได้อย่างถูกต้อง) แต่ไม่มีความคืบหน้าทางคดี

เนื่องจากเป็นเพียงการลงบันทึกประจำวันเอาไว้เป็นหลักฐานเท่านั้น โดยในขณะนั้นตนเองไม่ทราบว่าจะต้องแจ้งความร้องทุกข์เพื่อให้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวนหาตัวคนร้ายมาดำเนินคดีให้ถึงที่สุด คดีที่เคยเข้าแจ้งความร้องทุกข์เอาไว้ จึงไม่เคยมีความคืบหน้าใดๆ เลย แม้แต่คดีเดียว แต่ทางเจ้าหน้าที่กลับมาเก็บรวมรวมพยานหลักฐาน หรือนำวัตถุพยานของกลางที่เกี่ยวข้องเอาไปเก็บไว้จนเก่าและขายไม่ได้แล้วจึงได้นำมาคืน

โดยตนขายของอยู่กับร้านค้า ซึ่งใช้เป็นบ้านพักอาศัยด้วยแต่เพียงลำพังคนเดียว เมื่อเผลอหรือไม่อยู่ร้านก็มักจะมีคนมาหยิบฉวยเอาสิ่งของจากภายในร้านไป จนต้องเลิกขายมาถึงปัจจุบันนี้ เนื่องจากเมื่อขายได้เงินมาก็ต้องถูกโจรเข้ามาขโมยไปจนหมดเรื่อยมา จึงคิดว่าไม่อยากขายหรือทำงานให้ใครกินแล้ว นอกจากนี้ตนเองยังถูกกลั่นแกล้งจากกลุ่มคนของนักการเมืองท้องถิ่นในพื้นที่แถบนี้อีกด้วย

เนื่องจากนักการเมืองรายดังกล่าวต้องการที่จะตัดถนนผ่านแปลงที่ดินของตน เพื่อเข้าแปลงที่ดินของเขาที่อยู่ติดกัน ซึ่งเป็นที่ดินมีโฉนด แต่ตนเองไม่ยินยอม เพราะจะต้องเสียเนื้อที่ดินไปจำนวนมากถึง 1 งาน จากนั้นตนจึงเชื่อว่านักการเมืองกลุ่มนี้ได้ส่งคนเข้ามากลั่นแกล้งรื้อทำลายข้าวของภายในบ้านของตนเองมาโดยตลอดในขณะที่ตนไม่อยู่บ้าน แต่ไม่พบเห็นตัวว่าเป็นใครที่เข้ามาก่อเหตุ

เมื่อผู้สื่อข่าวถามตรงๆ ว่า คิดอย่างไรที่บุคคลภายนอกและรอบข้าง รวมถึงทางเจ้าหน้าที่ได้ระบุว่าตนเองนั้นเป็นคนป่วยด้วยโรคหวาดระแวง หรือไม่ปกตินั้น น.ส.วรรณี ตอบว่า “หากเขาพูดผิดขอให้พูดใหม่นะ จะคิดมากอย่างไร ฉันเป็นคนมีเหตุผลนะ” และพูดต่อว่า เมื่อจะเรียกใช้คนหรือเจ้าหน้าที่ตำรวจให้มาดูแลก็ยังรู้สึกเกรงใจเขาเลย

เพราะรู้ว่าเขาก็อึดอัดที่เป็นเพียงชั้นผู้น้อย เขาก็กลัวและรักชีวิตเขาเหมือนกัน และบางคนยังมาจากแปลกถิ่นด้วย จึงรู้สึกสงสารเขาเหมือนกันที่จะเข้ามายุ่งเกี่ยวกับนักการเมืองในพื้นที่ ผู้สื่อข่าวยังได้ถามย้ำอีกครั้งว่า ป้ายืนยันว่าตนเองปกติดีอยู่ น.ส.วรรณี ตอบว่า ก็เพราะเรื่องนี้แหละที่ต้องไปให้แพทย์ รพ.ในพื้นที่ตรวจมาถึง 3 ครั้งแล้ว และยังไปตรวจยังที่ รพ.ใน จ.ชลบุรี พร้อมกับน้องสาวทั้ง 3 คนด้วย แพทย์ก็ยังยืนยันว่าเป็นผู้ที่มีสติดี น.ส.วรรณี กล่าว

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon