หน้าแรก ภูมิภาค สาวพิการร้อง ...

สาวพิการร้อง ถูกพ่อแท้ๆ ทำร้ายร่างกาย

8.01.22 | 19:08 น.

สาวพิการร้อง ถูกพ่อแท้ๆ ทำร้ายร่างกาย

จากกรณี เพจอยากดังเดี๋ยวจัดให้ รีเทิร์น part 2 ได้เผยแพร่ข้อมูลที่ผู้พิการทางการได้ยินส่งเรื่องมาขอความช่วยเหลือ พิกัด 62/1 หมู่ 1 ต.กระดังงา อ.บางคนที จ.สมุทรสงคราม โดยข้อความระบุว่า “ขอช่วยหน่อยนะคะ สงสารเขามาก เขาพูดไม่ได้ หูไม่ได้ยินค่ะ เรื่องร้ายมาก พ่อแม่ตีทุบเขา ทุกวันเลย พ่อเหมือนโรคจิตมาก เขาอยากไปแจ้งแต่ตำรวจช่วยไม่ได้ ทำไงดีคะ เขาอยากกลับไปที่อื่นๆ อยู่นี่ทนไม่ไหวแล้ว โดนตี โดนทุบด้วยค่ะ เขาบอกคุยกับพ่อไม่เข้าใจเลย พ่อคลั่งมากตีเขาอีก แม่ขอเงินเขา เขาไม่มีให้แล้ว พ่อแทนตีอีก แม่เป็นอะไรมากไม่รู้ๆๆ เหมือนขอเงินเขา เขาเคยมีทำงานด้วย พ่อแม่ไม่มีงานทำ แต่ให้เขาไปทำงาน เดือนออกเงิน แม่ขอเงินให้หมดเหมือนพ่อซื้อเบียร์ ซื้อยา พี่ชายถูกหลอกทักว่าพ่อแม่เสียแล้ว เก็ตขอลาครั่งไปหาบ้านพ่อแม่ ถูกพ่อตีเลย เขาบอกว่าไม่เข้าใจ งงเลย ต้องมาตี ตี ทุบ เขาเจ็บร้องไห้ทุกวัน เหมือนทนไม่ไหวแล้ว เขาว่าลาออกจากทำงานแล้วค่ะ ไม่มีงานทำ พ่อถามว่าถ้าเขาไปไหนอีก โดนตีๆๆ ทุบเลย” นั้น

ล่าสุด เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 8 มกราคม 2565 น.ส.สุกัญญา แก้วประเสริฐ ปลัดอำเภอบางคนที พร้อมนายพฤทธ์ พุทธชาติ นักสังคมสงเคราะห์ สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดสมุทรสงคราม, เจ้าหน้าที่ตำรวจ, ฝ่ายปกครอง, บ้านพักเด็กและครอบครัว ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงภายในวัดเกาะใหญ่ ต.กระดังงา ซึ่งเป็นสถานที่ตั้งสวดพระอภิธรรม นายอดิวิทย์ นันทวัตร ซึ่งเป็นลูกเขยผู้ก่อเหตุ และได้พบ น.ส.ชลนิสา สุดสงวน อายุ 27 ปี อยู่บ้านเลขที่ 62/1 หมู่ 1 ต.กระดังงา จึงตรวจสอบรอยแผลขนาดใหญ่บริเวณต้นแขนซ้าย สอบถามโดยการสื่อสารด้วยการเขียนหนังสือและใช้ภาษามือ เนื่องจาก น.ส.ชลนิสาพิการทางการได้ยินหรือสื่อความหมาย หูหนวก พูดไม่ได้ตั้งแต่เด็ก

นายพฤทธ์กล่าวว่า เบื้องต้นตามข้อกฎหมายพบว่าพ่อทำร้ายร่างกายลูกสาวจริง มีหลักฐานต้นแขนด้านซ้าย ซึ่งตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ.2550 คุ้มครองผู้ถูกประทำ จึงต้องถามความประสงค์ของผู้เสียหายว่าจะดำเนินคดีกับบิดาหรือไม่ หรือจะแค่ลงบันทึกประจำวันก็พอ ผู้สื่อข่าวถามว่าแบบนี้ก็ห้ามพ่อแม่ตีลูกเลยได้หรือไม่ นายพฤทธ์กล่าวว่า ไม่ถึงกับห้ามตี ตีได้แต่ให้พอดี ต้องตีตามความเหมาะสม อย่าให้เกินกว่าเหตุ ซึ่งกรณีนี้ตีด้วยความรุนแรงเกินกว่าเหตุเกินไป อย่างไรก็ตาม ขณะที่ผู้สื่อข่าวกำลังสัมภาษณ์นายพฤทธ์ พี่ชายของผู้เสียหายเดินเข้ามาบอกว่าหากพ่อที่ดูแลลูกอย่างดีตีเพื่อสั่งสอนก็ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือผู้อื่นมารับไปดูแลเอง

ล่าสุด น.ส.ชลนิสา ผู้เสียหาย ไม่ประสงค์จะดำเนินคดีกับบิดาแล้ว แต่จะลงบันทึกประจำวันไว้ว่าห้ามบิดาใช้ความรุนแรงอีก

Advertisement

นายอานนท์ สุดสงวน อายุ 37 ปี พี่ชายผู้เสียหาย ได้นำแชตกับน้องสาวมาอธิบายให้ผู้สื่อข่าวฟัง โดยบอกว่าตั้งแต่สามีป่วยเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวนอนรักษาตัวที่โรงพยาบาลราชบุรี น้องสาวของตนหายไปนาน บล็อกทุกอย่าง ติดต่อไปได้ ตนจะติดต่อให้มาดูใจขอขมาสามีครั้งสุดท้ายก็ติดต่อไม่ได้ กระทั่งไปเจอเฟซบุ๊กหนึ่งที่เพิ่งเปิดใหม่ก็พบว่าเป็นน้องสาวของตน จึงพยายามขอร้อง อธิบายให้มีสติคิดให้ดี กลับบ้านมาหาพ่อแม่และมาดูใจขอขมาสามีก่อนตาย น้องสาวก็ไม่ยอมมา หาว่าที่บ้านหลอก และบอกว่าจะพาแฟนใหม่ไปด้วย คุยกันนาน สุดท้ายน้องสาวก็ยอมกลับบ้าน แต่ก็จะไม่ยอมไปดูใจขอขมาสามีก่อนตาย บิดาของตนโมโหจึงตีไป 2 ที น้องสาวของตนจึงไปดูใจขอขมาสามีจึงจากไปอย่างสงบ

นายอานนท์กล่าวว่า เรื่องนี้จะเป็นเพราะน้องสาวของตนมีแฟนใหม่ และถูกปั่นหัวไม่ให้กลับบ้าน ให้ออกจากครอบครัวไปอยู่กับแฟนใหม่ที่กรุงเทพมหานคร ยืนยันพ่อตีด้วยความรัก ที่ผ่านมาพ่อแม่ตามใจน้องสาวมากเพราะเห็นว่าพิการ จนน้องสาวของตนเอาแต่ใจตนเอง เวลาไม่พอใจก็จะต่อว่าพ่อแม่

นางเปรมรัตนา สุดสงวน อายุ 51 ปี มารดาผู้เสียหาย บอกว่า ลูกสาวของตนพิการทางการได้ยิน พูดไม่ได้มาตั้งแต่เกิด ตนและสามีก็ตามใจไม่อยากให้รู้สึกว่ามีปมด้อย เมื่อ 8 ปีก่อนลูกสาวของตนแต่งงานมีสามีแล้ว และมีลูกชาย 1 คน อยู่กันได้ 2 ปี ก็เลิกรากันไป มาแต่งงานครั้งที่ 2 กับนายอดิวิทย์ นันทวัตร ลูกเขยคนปัจจุบัน อยู่กินด้วยกัน 6 ปี ลูกเขยเป็นคนดูแลเอาอกเอาใจลูกสาวของตนทุกอย่าง ไม่ให้ทำงานอะไรเลย นั่งไขว่ห้างเล่นโทรศัพท์อย่างเดียว กระทั่งลูกเขยของตนป่วยเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาว รักษาตัวที่โรงพยาบาลราชบุรี แต่ลูกสาวของตนก็ไม่เคยไปดูแล ตนซึ่งเป็นแม่ยายต้องวิ่งไปวิ่งมาเอง จู่ๆ ลูกสาวก็หายไปติดต่อไม่ได้

กระทั่งวันที่ 4 มกราคม 2565 ลูกเขยอาการโคม่า ญาติๆ จึงพยายามติดต่อ น.ส.ชลนิสา เพื่อให้กลับมาดูแลสามี แต่ก็ติดต่อไม่ได้ ถูกบล็อกเบอร์และโซเชียลทุกอย่าง ตนจึงให้ลูกชายคนโตซึ่งเป็นพี่ชายของ น.ส.ชลนิสา พยายามค้นหาติดต่อจนพบเฟซบุ๊กของลูกสาวที่เปิดใหม่ จึงติดต่อให้กลับมาบ้านในวันที่ 6 มกราคม 2565 แต่ลูกสาวก็ไม่ยอมไปดูใจสามี จะกลับไปหาแฟนใหม่ที่กรุงเทพฯตลอด จึงถูกพ่อตีไป 2 ที จนยอมไปดูใจสามีและจากไปอย่างสงบ จากนั้น น.ส.ชลนิสา จะกลับไปหาแฟนที่กรุงเทพฯ ตนจึงขอร้องให้อยู่งานศพสามีเก่าคนนี้ให้เสร็จก่อนที่จะไปเริ่มต้นชีวิตกับแฟนใหม่

นางเปรมรัตนากล่าวว่า ตนและสามีรักลูกทุกคน อยากให้เป็นคนดีมีความสุขคิดได้คิดดี เลี้ยงมาตั้งแต่เล็กๆ ตามใจ ไม่เคยตี เพราะเห็นว่าพิการทางการได้ยิน จึงกลัวว่าจะมีปมด้อย โตมาก็ไม่เคยช่วยค่าใช้จ่ายในบ้าน ลูกติดจากสามีเก่าอายุ 8 ขวบ ตนก็เลี้ยงมาตั้งแต่เกิด

ผู้สื่อข่าวถามว่าไม่รักลูกสาวเหรอ นางเปรมรัตนากล่าวทั้งน้ำตาว่า ตนและสามีรักลูกสาวคนนี้มาก แต่ลูกสาวคนนี้ไม่เคยทำให้ภูมิใจเลย ได้แต่ขอเงินใช้ไปวันๆ ไม่ให้ก็โมโหโทโส ที่ผ่านมาแทบไม่เคยโดนพ่อตี เวลาที่พ่อตีลูกก็น้ำตาไหล ตีทั้งน้ำตา