จากกรณีอัยการใน จ.เพชรบุรี ทำคดีและได้มีการประสานกับพนักงานสอบสวนยศ ร.ต.อ. สภ.ท่ายาง นายหนึ่ง สั่งให้หาหลักฐาน-แจ้งข้อหาเพิ่ม แต่พนักงานสอบสวนไม่พอใจ แสดงกิริยาไม่เหมาะสม ก่อนจะมีการส่งข้อความปริศนาข่มขู่ สร้างความหวาดผวา และเกรงจะไม่ปลอดภัยในชีวิต
ขณะที่ นายประยุทธ เพชรคุณ รองอธิบดีอัยการสำนักงานคดีพิเศษ ในฐานะรองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด เปิดเผยจากกรณีมีบันทึกข้อความอัยการในจังหวัดเพชรบุรี ส่งหนังสือถึงสำนักงานอัยการสูงสุด หลังจากที่ถูกพนักงานสอบสวนในพื้นที่ สภ.ท่ายาง ข่มขู่หลังมีปัญหาปมสั่งสอบผู้ต้องหาเพิ่ม พ.ร.บ.คอมพ์ คดีผู้ต้องหาลักบัตรอิเล็กทรอนิกส์ และขอความคุ้มครองหวั่นไม่ปลอดภัยตามที่สื่อเสนอข่าวไป ว่าทางนายสิงห์ชัย ทนินซ้อน อัยการสูงสุด ได้รับทราบเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
นายประยุทธเปิดเผยอีกว่า ทางอัยการจังหวัดเพชรบุรีได้รายงานให้นายรมย์ศักดิ์ ธรรมชัยเดชา เลขานุการอัยการสูงสุด ทราบในเบื้องต้นว่าผู้บังคับบัญชาระดับสูงของนายตำรวจดังกล่าวในจังหวัดเพชรบุรีได้ทราบเรื่อง และได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในเบื้องต้นแล้ว
ล่าสุด มีรายงานว่า ได้มีคำสั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง พร้อมเซ็นคำสั่งให้ ร.ต.อ.พนักงานสอบสวน สภ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี นายดังกล่าวไปช่วยราชการในกลุ่มงานสอบสวนตำรวจภูธรจังหวัดเพชรบุรีในวันนี้
ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้มีรายงานว่า นายธนสรณ์ เจียนทองเลื่อน อัยการจังหวัดผู้ช่วยสำนักงานอัยการจังหวัดเพชรบุรี ได้ทำบันทึกข้อความถึงอธิบดีอัยการภาค 7 ถึงอัยการสูงสุด ความว่า
กราบเรียนอัยการสูงสุดผ่านอัยการจังหวัดเพชรบุรี และอธิบดีอัยการภาค 7 เมื่อวันที่ 4 ก.พ.65 สำนักงานอัยการจังหวัดเพชรบุรีได้รับสำนวนการสอบสวนจากพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรท่ายาง ผู้ต้องหารายหนึ่งถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดฐานลักทรัพย์ ใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบ โดยมี ร.ต.อ.ภานุวัตร สังข์ทอง เป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบลงรับเป็นสำนวน ซึ่งจะครบกำหนดฝากขังผู้ต้องหาครั้งที่ 4 (ครั้งสุดท้าย) ในวันที่ 14 ก.พ.65
ต่อมา วันที่ 7 ก.พ.65 อัยการจังหวัดเพชรบุรีได้มีคำสั่งจ่ายสำนวนตามระเบียบให้แก่ข้าพเจ้า นายธนสรณ์ เจียงทองเลื่อน อัยการจังหวัดผู้ช่วย เป็นเจ้าของสำนวน และนายสมเจตน์ สุขประเสริฐ เป็นผู้กลั่นกรองงาน ข้าพเจ้าได้ทำการตรวจสำนวนเบื้องต้นตามระเบียบแล้วพบว่า พยานหลักฐานในสำนวนยังไม่เรียบร้อยขาดเอกสารสำคัญในสำนวนหลายประเภทหลายฉบับ อันเป็นเอกสารสำคัญต่อการพิจารณาข้อเท็จจริงแห่งคดี และใช้พิสูจน์ข้อเท็จจริงต่อศาลในการสืบพยาน ทั้งยังมีการแจ้งข้อกล่าวหาผู้ต้องหาไม่ครบถ้วนตามพยานหลักฐานเท่าที่ปรากฏในสำนวน ประกอบกับใกล้จะครบกำหนดระยะเวลาฝากขังผู้ต้องหาครั้งสุดท้ายแล้ว ข้าพเจ้าจึงเห็นว่า หากประสานงานทางโทรศัพท์กับพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบเพื่อแจ้งข้อบกพร่องที่ประสงค์จะทำการสอบสวนเพิ่มเติมไปก่อนที่จะออกหนังสือสั่งการ จะทำให้พนักงานสอบสวนทำงานได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น และทำสามารถสั่งสำนวนได้เสร็จเรียบร้อยภายในกำหนดเวลาฝากขังผู้ต้องหาในวันที่ 14
เมื่อวันที่ 9 ก.พ.65 เวลาประมาณ 12.38 น. ข้าพเจ้าจึงได้โทรศัพท์ถึง ร.ต.อ.ภานุวัตร สังข์ทอง พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบ แต่ไม่มีผู้รับสาย ต่อมาเวลาประมาณ 12.42 น. ร.ต.อ.ภานุวัตร สังข์ทอง ได้โทรศัพท์กลับมาหาข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจึงได้แจ้งข้อบกพร่องในสำนวน และขอเอกสารเพิ่มเติม ร.ต.อ.ภานุวัตร สังข์ทอง มีน้ำเสียงไม่พอใจ และกล่าวว่า “ท่านจะเอาเอกสารไปทำไม เพื่อประเด็นอะไร”
ข้าพเจ้าจึงตอบไปว่า “เอามาใช้ร่างฟ้อง เพราะข้อเท็จจริงตามที่สอบสวนมาไม่ครบครับ” ร.ต.อ.ภานุวัตร สังข์ทอง ตอบว่า “ท่านจะเอาอะไร อะ 1 ว่ามา” ข้าพเจ้าจึงตอบไปว่า “หน้าสมุดบัญชีธนาคารของผู้เสียหาย พร้อมรับรองสำเนาถูกต้อง” ร.ต.อ.ภานุวัตร สังข์ทอง ตอบว่า “อ่ะ 2 ว่ามา”
ข้าพเจ้าจึงตอบไปว่า รูปภาพหน้าแอพพลิเคชั่นธนาคารที่ผู้เสียหายใช้ที่แสดงถึงชื่อของผู้เสียหาย พร้อมรับรองสำเนา และระบุข้อความว่าใช้ผูกกับหมายเลขโทรศัพท์อะไรและรหัสเข้าใช้คืออะไร
ร.ต.อ.ภานุวัตร สังข์ทอง ตอบว่า “แค่นี้ใช่มั้ยที่อยากได้” แล้ววาง ตัดสายไป
เมื่อวันที่ 8 ก.พ. เวลาประมาณ 10.30 น. ร.ต.อ.ภานุวัตร สังข์ทอง ได้มอบหมายให้ นายตำรวจส่งสำนวนนำเอกสารดังกล่าวมามอบให้ ต่อมาเวลา 13.02 น. ข้าพเจ้าจึงได้โทรศัพท์ถึง ร.ต.อ.ภานุวัตร สังข์ทอง พนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบอีกครั้งหนึ่ง เพื่อแจ้งว่าต้องทำการแจ้งข้อกล่าวหาแก่ผู้ต้องหาเพิ่มเติมในฐานความผิดเข้าถึงโดยมิชอบซึ่งระบบคอมพิวเตอร์และข้อมูลคอมพิวเตอร์ ที่มีมาตรการป้องกันการเข้าถึงโดยเฉพาะและมาตรการนั้นมิได้มีไว้สำหรับตนด้วย
แต่ ร.ต.อ.ภานุวัตร สังข์ทอง กลับมีน้ำเสียงไม่พอใจและกล่าวว่า “ทำไมต้องแจ้งเพิ่ม ก็มันมีข้อหาใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์อยู่แล้วไม่ใช่เหรอ ท่านดูโทษหรือยังว่าโทษมันหนักกว่า เคยปรึกษาผู้กำกับอนุรักษ์ สิงห์สังข์ แล้ว บอกว่าไม่ต้องแจ้ง”
ข้าพเจ้าจึงตอบว่า ผู้กำกับอนุรักษ์ไม่ได้ฟ้อง ผมเป็นคนฟ้อง และผู้ต้องหากระทำความผิดข้อหาตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ด้วย
ร.ต.อ.ภานุวัตร สังข์ทอง ได้กล่าวตอบอย่างมีอารมณ์ว่า “เอาจริงๆ ผมไม่ว่างแจ้งหรอก อบรมสารวัตรอยู่”
ข้าพเจ้าจึงตอบไปว่า “ไม่เป็นไร ยังไงผมมีหนังสือสอบเพิ่มไปอยู่แล้ว”
ร.ต.อ.ภานุวัตร สังข์ทอง มีน้ำเสียงไม่พอใจและกล่าวว่า “อยากจะสั่งอะไรก็สั่งมา สั่งมา สั่งมาเลย ผมจะได้รู้ด้วยว่าคุณเป็นใครชื่ออะไร” แล้วตัดสายโทรศัพท์ข้าพเจ้าทันที
ต่อมา 8 ก.พ.65 เวลาประมาณ 19.30 น. ข้าพเจ้าได้ทำการตรวจสอบโทรศัพท์ของ ข้าพเจ้า พบว่ามีโทรศัพท์หมายเลขหนึ่งได้ส่งข้อความมาที่โทรศัพท์ของข้าพเจ้า เมื่อเวลา 16.22 น. ความว่า “เป็นอะไรมากป่าว อยากโชว์กันเหรอ มาทำลูกพี่ก่อนนะ เดินทางปลอดภัยนะ เดี๋ยวอาจจะได้เจอกัน”
เวลา 16.32 น. ความว่า “ทำอะไร ทำดีๆ นะ คิดให้ดี ขอโทษยังทัน” เวลา 16.32 น. ความว่า “ชอบจัง คนมีอื่น ผ่านมา ท่ายาง ถ้าดูแลรักษาตัวให้ดี เช็คเบสแปบ ถ้าผ่านมา”
เวลา 16.32 น. ความว่า “คุณมีกัน เรามีนอกเกม นะจ้ะ อยากๆๆๆ อยากเจอโว้ยยย”
ต่อมาในวันเดียวกัน เวลา 17.25 น. มีโทรศัพท์ซึ่งเป็นหมายเลขเดียวกับที่ส่งข้อความดังกล่าวมาหาข้าพเจ้าโทรเข้ามายังโทรศัพท์ของข้าพเจ้า แต่ข้าพเจ้าไม่ได้รับสาย หลังจากนั้นข้าพเจ้าได้ทำการตรวจสอบเบื้องต้นเกี่ยวกับหมายเลขโทรศัพท์ดังกล่าวด้วยตนเอง พบว่ามีความเชื่อมโยงกับ ร.ต.อ.ภานุวัตร สังข์ทอง
ประกอบกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นช่วงเวลาต่อเนื่องภายหลังจากที่ ร.ต.อ.ภานุวัตร สังข์ทอง แสดงอาการไม่พอใจข้าพเจ้าทางโทรศัพท์ และเข้าใจว่าบุคคลทั่วไปไม่น่าจะทราบหมายเลขโทรศัพท์ของพนักงานอัยการได้ ประกอบกับข้อความในเชิงข่มขู่ ดูหมิ่น เหยียดหยามดังกล่าวมีความสอดคล้องเชื่อมโยงกับพฤติการณ์ของเรื่อง และพฤติกรรมของ ร.ต.อ.ภานุวัตร สังข์ทอง อย่างมีนัยสำคัญ
และต่อมาเวลา 20.09 น. ได้มีโทรศัพท์หมายเลขชื่อเป็นหมายเลขโทรศัพท์ของ ร.ต.อ.ภานุวัตร สังข์ทอง โทรเข้ามายังโทรศัพท์ของข้าพเจ้า แต่ข้าพเจ้าไม่ได้รับสายเช่นกัน
วันที่ 9 ก.พ. เวลาประมาณ 10.00 น. ข้าพเจ้าได้เข้าพบอัยการจังหวัดเพชรบุรีเพื่อรายงานเรื่องดังกล่าวให้ทราบ อัยการจังหวัดเพชรบุรีจึงได้ประสานงานติดต่อทางโทรศัพท์กับผู้กำกับสถานีตำรวจภูธรท่ายาง ต่อมาเวลาประมาณ 14.00 น. ผู้กำกับสถานีตำรวจภูธรท่ายาง หัวหน้าพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรท่ายาง และ ร.ต.อ.ภานุวัตร สังข์ทอง ได้เดินทางเข้าพบอัยการจังหวัดเพชรบุรี ข้าพเจ้าได้เข้าร่วมเจรจาพูดคุยดังกล่าวด้วย ซึ่ง ร.ต.อ.ภานุวัตร สังข์ทอง ได้ให้การปฏิเสธว่าไม่ได้เป็นผู้ส่งข้อความดังกล่าวเข้ามาที่หมายเลขโทรศัพท์ของข้าพเจ้า และมีท่าทีแข็งกร้าว ไม่ให้ความเคารพผู้บังคับบัญชาตนเอง ไม่ให้ความเคารพอัยการจังหวัดเพชรบุรี
อย่างไรก็ตาม ผู้กำกับสถานีตำรวจภูธรท่ายาง และหัวหน้าพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรท่ายาง ได้ยืนยันว่าหมายเลขโทรศัพท์ซึ่งเป็นหมายเลขที่ส่งข้อความดูหมิ่น เหยียดหยาม และแสดงความอาฆาตมาดร้ายข้าพเจ้า ทั้งยังโทรศัพท์เข้ามาหาข้าพเจ้าภายหลังจากที่ส่งข้อความสุดท้ายมาดังกล่าวแล้วเป็นหมายเลขโทรศัพท์ของ ร.ต.อ.ภานุวัตร สังข์ทอง ผู้ใต้บังคับบัญชาของตนเองจริง
วันที่ 10 ก.พ.65 เวลาประมาณ 13.45 น. ข้าพเจ้าจึงได้เดินทางเข้าแจ้งความลงบันทึก ประจำวันเป็นหลักฐานกับพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองเพชรบุรี เกี่ยวกับเหตุการณ์ดังกล่าว ทั้งนี้ การที่มีบุคคลส่งข้อความดังกล่าวถึงข้าพเจ้าในฐานะพนักงานอัยการย่อมเป็นการดูหมิ่น เหยียดหยามข้าพเจ้าในฐานะพนักงานอัยการซึ่งเป็นข้าราชการระดับสูงอย่างร้ายแรง และยังเป็นการข่มขู่ให้เกิดความกลัว หวาดระแวง ทั้งที่ ข้าพเจ้าได้ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ด้วยความสุจริตอย่างยิ่งยวดมาโดยตลอด ทั้งนี้ หากสามารถตรวจสอบยืนยันได้ว่าหมายเลขโทรศัพท์เป็นหมายเลขโทรศัพท์ของ ร.ต.อ.ภานุวัตร สังข์ทอง และ ร.ต.อ.ภานุวัตร สังข์ทอง เป็นผู้ส่งข้อความดังกล่าวมาหาข้าพเจ้าจริง ย่อมเป็นการไม่สมควรอย่างยิ่งด้วยเหตุเป็นการสืบเนื่องมาจากการที่ข้าพเจ้าในฐานะพนักงานอัยการปฏิบัติหน้าที่โดยชอบด้วยกฎหมาย และอำนวยความสะดวกให้แก่พนักงานสอบสวน เพื่อร่วมกันทำงานขับเคลื่อนกระบวนการยุติธรรมทางอาญาให้เป็นไปโดยถูกต้อง ชอบธรรม และรวดเร็ว อันจะส่งผลดีต่อประชาชน และช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กระบวนการสอบสวนมีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน แต่พฤติกรรมของ ร.ต.อ.ภานุวัตร สังข์ทอง ซึ่งเป็นพนักงานสอบสวนดังกล่าวมาข้างต้นจะส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์อันดี และการประสานงานระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติและสำนักงานอัยการสูงสุดอย่างร้ายแรง และก่อให้เกิดความไม่ปลอดภัยของพนักงานอัยการในการปฏิบัติหน้าที่อย่างร้ายแรงที่สุด
เนื่องจาก ร.ต.อ.ภานุวัตร สังข์ทอง เป็นเจ้าพนักงานที่สามารถพกพาอาวุธปืนได้ ทำให้ ข้าพเจ้ามีความหวาดระแวงและความเครียดอย่างสูงในการใช้ชีวิตประจำวัน อันจะส่งผลถึงประสิทธิภาพในการทำงานอีกด้วย จึงใคร่ขอกราบเรียนให้มีการกำหนดมาตรการรักษาความปลอดภัยให้แก่ข้าพเจ้าและพนักงานอัยการทั่วราชอาณาจักร และให้ความคุ้มครองแก่ข้าพเจ้าเป็นการเร่งด่วนตามสมควร

