หน้าแรก ภูมิภาค “ครูใหญ่” เข้...

“ครูใหญ่” เข้าใจ “หมอปลา” แต่แนะ ปรับวิธีตรวจสอบพระ เลิกตั้งตนเป็น “ตำรวจศาสนา”

13.05.22 | 08:34 น.

‘ครูใหญ่’ แนะ ‘หมอปลา’ ปรับวิธีตรวจสอบพระ เลิกทำตัวเป็น ‘ตำรวจศาสนา’


“ครูใหญ่” อรรถพล บัวพัฒน์ แกนนำขอนแก่นพอกันทีและนักกิจกรรมทางการเมือง ไลฟ์เฟซบุ๊กกรณี “หลวงปู่แสง” ชี้เข้าใจเจตนา “หมอปลา” ในการตรวจสอบคลิปที่หลวงปู่แสงสัมผัสร่างกายสีกาหญิง แต่ควรปรับเปลี่ยนกิริยาท่าทางให้เหมาะสม และไม่ควรตั้งตนเป็นตำรวจศาสนา ชี้ต้องมุ่งพิสูจน์ว่าหลวงปู่แสง ป่วยอัลไซเมอร์หรือไม่ ไม่ใช่อ้างการเป็นพระอริยะ

วันที่ 12 พฤษภาคม 2565 เวลา 20.00 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เพจเฟซบุ๊กชื่อ “ครูใหญ่ อรรถพล บัวพัฒน์ – Attapon Buapat” ซึ่งเป็นเพจเฟซบุ๊กของนายอรรถพล บัวพัฒน์ หรือครูใหญ่ แกนนำกลุ่มขอนแก่นพอกันทีและนักกิจกรรมทางการเมือง ได้ถ่ายทอดสดผ่านเพจเฟซบุ๊ก หรือไลฟ์สด ในหัวข้อ “Big talk คุยใหญ่” โดยเนื้อสาระในการพูดคุยในไลฟ์สดเป็นการพูดถึงกรณีที่นายจีระพันธ์ เพชรขาว หรือหมอปลา พร้อมเจ้าหน้าที่สำนักพุทธฯและฝ่ายปกครอง บุกเข้าตรวจสอบ “หลวงปู่แสง ญาณวโร” พระเกจิชื่อดัง อายุ 98 ปี ที่อาศัยอยู่ในที่พักสงฆ์ พื้นที่บ้านดงสว่าง ต.โคกนาโก จ.ยโสธร กล่าวหาว่าหลวงปู่แสงลวนลามโยมผู้หญิงที่เข้าไปกราบไหว้ ตามที่ได้มีการนำเสนอข่าวไปก่อนหน้านี้

นายอรรถพล หรือ “ครูใหญ่” กล่าวในไลฟ์สดโดยเริ่มต้นจากการพูดถึง กรณีของพระสงฆ์และสามเณรมีสัมพันธ์ทางเพศกันภายในห้องน้ำ ซึ่งในคลิปที่คนนำมาร้องเรียนระบุว่า เป็นพระสงฆ์ของวัดแห่งหนึ่งในพื้นที่ อ.น้ำพอง จ.ขอนแก่น โดยครูใหญ่ระบุว่า เหตุการณ์ในลักษณะนี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมานานแล้ว และพระผู้หลักผู้ใหญ่ โยมฆราวาส รวมทั้งในวงการพระพุทธศาสนาเองก็รับรู้กันดี แต่ก็ปิดเอาไว้ เพราะต้องการเก็บพระสงฆ์เหล่านี้เอาไว้ใช้งาน โดยกรณีที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องที่ตนเองยอมรับไม่ได้ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะตนเองไม่มีอำนาจ ไม่ได้เป็นพระสังฆาธิการ หรือเจ้าคณะที่จะไปจัดการเรื่องนี้ได้โดยตรง จากนั้น นายอรรถพล ได้กล่าวถึงกรณีของหลวงปู่แสง โดยการตั้งคำถามว่า เรื่องที่เกิดขึ้นใครเป็นฝ่ายผิด โดยมีการแยกการให้ความเห็นเกี่ยวกับบุคคลที่เกี่ยวข้องออกเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ 1.หลวงปู่แสง ญาณวโร 2.กลุ่มศิษย์ผู้ใกล้ชิดหลวงปู่แสง 3.หญิงสาวที่อ้างว่าถูกหลวงปู่แสงลวนลาม และ 4.หมอปลา

Advertisement

นายอรรถพลกล่าวว่า ตนเองไม่ใช่ลูกศิษย์ในสายของหลวงปู่แสง แต่ในมุมมองส่วนตัวมองว่า หลวงปู่แสง เป็นพระที่ชราภาพมากแล้ว ดังนั้น การทรงไว้ซึ่งสัญญา หรือความจำ การครองสติ รวมทั้งการควบคุมตนเอง อาจจะเลอะเลือน เหมือนคนแก่ทั่วไปที่มีอายุมากก็จะมีอาการหลงลืมได้ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องกล่าวถึงคือ ต้องพิสูจน์ว่าท่านมีการแตะเนื้อต้องตัวผู้หญิงจริงหรือไม่ ซึ่งหลักฐานจากคลิปวิดีโอก็ยืนยันได้ว่า ท่านมีการแตะเนื้อต้องตัวผู้หญิงจริง ซึ่งลูกศิษย์ที่อยู่กับท่านตามคลิปวิดีโอก็เห็น แต่สิ่งที่ต้องพิสูจน์ต่อไปคือ ท่านผิดหรือไม่ โดยสิ่งที่จะตอบคำถามได้ว่า ท่านผิดหรือไม่ผิดนั้น มีสิ่งที่ต้องพิจารณาอยู่ 2 อย่าง คือ 1.ภิกษุที่แตะต้องกายสตรี ถือเป็นสังฆาทิเสส คือ ประเภทของโทษที่เกิดจากการล่วงละเมิดสิกขาบทประเภท ครุกาบัติที่เรียกว่า อาบัติสังฆาทิเสส จัดเป็นอาบัติโทษรุนแรงรองจากปาราชิก แต่ทั้งนี้จะต้องดูว่า ท่านมีจิตกำหนัด หรืออารมณ์ทางเพศด้วยหรือไม่ นั้นก็หมายถึงว่า ในช่วงที่ท่านแตะเนื้อต้องตัวผู้หญิงในคลิป หลวงปู่แสงมีสัญญา หรือการครองสติอยู่ดีหรือไม่ ความจำได้หมายรู้ยังปกติหรือไม่ ซึ่งหากหลวงปู่ขาดสิ่งเหล่านี้ หรือเป็นอัลไซเมอร์ ก็เท่ากับว่าหลวงปู่ท่านไม่ผิดในข้อนี้เลย

 

“สิ่งที่ต้องมาพูดกันคือเรื่องที่ว่าท่านเป็นอัลไซเมอร์หรือไม่ ท่านอาพาธหรือไม่ ไม่ใช่การอ้างว่าท่านเป็นพระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ หรือเป็นพระเกจิสายนั้นสายนี้ มีพ่อแม่ครูอาจารย์ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ แล้วท่านจะเป็นแบบนั้น เพราะแม้แต่คนที่เป็นลูกศิษย์โดยตรงของพระพุทธเจ้าก็ใช่ว่าจะตรัสรู้ทั้งหมด พระสงฆ์ที่เรียนรู้อ่านเขียนกับพระพุทธเจ้า ก็ทำผิดพลาด ถึงขั้นปาราชิกก็มี ดังนั้น การอ้างสายหรืออ้างว่าหลวงปู่แสงเป็นศิษย์สายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต แล้วท่านจะเป็นแบบนั้น จึงนำมาใช้พิจารณาอย่างเดียวไม่ได้ และการที่คนใกล้ชิดมีการเคลมว่า หลวงปู่แสงเป็นพระอรหันต์ ก็เป็นเงื่อนไขหนึ่งที่ทำให้เกิดการณ์ไม่ยอมรับว่า หลวงปู่แสง อาพาธและครองสติไม่ได้ชั่วขณะ เพราะการเป็นพระอรหันต์จะต้องครองสติหรือครองสัญญาได้จนลมหายใจสุดท้าย ดังนั้น การยอมรับว่าหลวงปู่แสงทำอะไรไปโดยไม่รู้ตัวจึงกลายเป็นการย้อนแย้งกับความเชื่อในเรื่องการเป็นพระอรหันต์ของศิษย์และผู้ใกล้ชิด ดังนั้น จึงไม่ควรเอาเอาความเชื่อเฉพาะกลุ่มมาเป็นเครื่องพิสูจน์ หรือข้อโต้แย้งของสังคม เพราะในสังคมยังมีกลุ่มคนที่ไม่นับถือศาสนา และนับถือศาสนาอื่นๆ ที่ตั้งคำถามต่อเรื่องนี้ จึงต้องมุ่งที่การพิสูจน์ในเรื่องเจตนาของท่าน” นายอรรถพลกล่าว

นายอรรถพลกล่าวอีกว่า กลุ่มต่อมาคือกลุ่มศิษย์ผู้ใกล้ชิดหลวงปู่แสง ซึ่งอาจสันนิษฐานได้ว่าลูกศิษย์ก็อาจจะหาผลประโยชน์จากท่าน และอาจมีลูกศิษย์ผู้ใกล้ชิดที่อาจเชื่อว่าหลวงปู่แสงละบาปลอยบุญแล้ว ไม่ได้สนใจอะไรแล้ว การแตะต้องกายผู้หญิงจึงเป็นการทำไปด้วยความเมตตา การกระทำเลอะๆ เลือนๆ จึงเป็นเพียงการแสดงออกสมมุติ เพื่อให้ลูกศิษย์ลูกหาได้เรียนรู้จากท่านก็มี เมื่อท่านสั่งให้ทำอะไรจึงไม่ได้ขัดขืน เพราะเชื่อในคุณวิเศษของท่าน ดังนั้น ลูกศิษย์ลูกหาที่ใกล้ชิดจะต้องมีปัญญาตรวจสอบครูบาอาจารย์อยู่เสมอ วัตรปฏิบัติใดที่ท่านทำดีมายาวนานในช่วงที่ท่านครองสติก็ให้ยึดถือปฏิบัติตาม แต่เมื่อถึงวันที่ท่านชราภาพก็ต้องดูแลท่าน ไม่ใช่เอาพ่อแม่ครูอาจารย์ออกมาในลักษณะนั้น

ต่อมา กลุ่มคนที่ 3 คือ ผู้หญิงที่ปรากฏในคลิป โดยส่วนตัวรู้สึกเศร้าใจที่มีคนไปด่าทอผู้หญิงคนดังกล่าวว่า เข้าไปทำไม ขึ้นไปทำไม ผู้หญิงไม่ให้เข้าใกล้พระอยู่แล้วจะขึ้นไปทำไม ตนเองอยากให้มองบริบทที่เกิดขึ้นในวันนั้น คือ หลวงปู่แสงท่านเป็นคนเรียกให้เข้าไป ซึ่งหากเป็นเราที่ไปกราบท่านด้วยความศรัทธา แล้วท่านเรียกให้เข้าไปหา เราจะปฏิเสธหรือไม่ ซึ่งในคลิปพระลูกศิษย์และพระเลขาฯ ก็เป็นคนบอกว่าให้เข้าไปได้ สีกาผู้หญิงจึงเข้าไป ดังนั้นจึงต้องเห็นใจเขาด้วย

ทั้งนี้ ในช่วงท้ายของการไลฟ์สด นายอรรถพลได้แสดงความเห็นเกี่ยวกับการทำหน้าที่ของหมอปลา ในกรณีหลวงปู่แสง เป็นกลุ่มสุดท้ายว่า อย่าด่าหมอปลาเยอะ ตนเองมองว่าเจตนาของหมอปลานั้นถูกต้อง นั้นคือ สิ่งใดที่หมอปลารู้สึกว่ามันไม่ถูกต้องตามครรลองศาสนา หมอปลาก็จะเข้าไปจัดการ แต่วิธีการเข้าไปของหมอปลาเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง หมอปลากำลังทำตัวเป็นตำรวจศาสนา ที่เทียวไปจับตรงนั้นตรงนี้ ซึ่งคำถามหรือข้อสงสัยที่หมอปลาตั้งคำถามกับองค์หลวงปู่และคณะลูกศิษย์ ตนเองก็มองเป็นสิ่งที่ทำได้ สงสัยและหาคำตอบได้ แต่สิ่งที่หมอปลาต้องปรับปรุงคือกิริยาท่าทีในการเข้าไปตรวจสอบในที่ต่างๆ เพราะการที่หมอปลาพาสื่อมวลชนบุกเขาไปตามสถานที่ต่างๆ มันเป็นการคุกคาม หากกรณีไหนที่ชาวบ้านส่วนใหญ่เห็นด้วย หมอปลาก็ได้รับคำชม แต่ถ้ากรณีไหนที่ชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยหมอปลาก็จะโดนกระแสตีกลับแบบกรณีนี้ สิ่งที่หมอปลาต้องแก้ไขคือ การเลิกทำตัวเป็นตำรวจศาสนา แล้วให้กฎทางวินัยของสงฆ์ทำหน้าที่ตามกระบวนการ

นายอรรถพลกล่าวทิ้งท้ายว่า หากในกรณีนี้จะถามว่าใครผิด ก็คงตอบได้ว่า 1.ผิดที่สายความเชื่อเรื่องตื่นพระอรหันต์ หรือตื่นพระอริยะ 2.ลูกศิษย์ใกล้ชิดไม่ดูแลพ่อแม่ครูอาจารย์แบบที่ถูกที่ควร 3.หมอปลา ที่ทำตัวเป็นตำรวจศาสนา ซึ่งหลายกรณีมีลักษณะคุกคาม โดยจะต้องปรับท่าทีให้อ่อนโยนมากกว่านี้ เพราะหากยังไม่ปรับตัว ในอนาคตหมอปลาอาจถูกกลุ่มคนที่ไม่ชอบวางงาน หรือให้ข่าวลวงเพื่อเอาคืนได้