แม่เฒ่าผูกคอดับหน้าบ้าน คาดถูกคอลเซ็นเตอร์ตุ๋น 3 แสน

แม่เฒ่าผูกคอดับหน้าบ้าน คาดถูกคอลเซ็นเตอร์ตุ๋น 3 แสน ลูกชายบินด่วนกลับไทยไขปริศนาปมแม่คิดสั้น

จากกรณีนางพิน คำภาหมี อายุ 67 ปี ผูกคอตัวเองเสียชีวิตบริเวณหลังคาหน้าบ้านพัก ที่บ้านวัวข้อง ตำบลบ้านเลื่อม อ.เมือง จ.อุดรธานี จากการเปิดเผยของลูกสาวและญาติ คาดว่าสาเหตุที่ผู้ตายคิดสั้น น่าจะมาจากการเป็นหนี้กู้ยืมเงินจากญาติและคนรู้จัก แล้วโอนไปให้กลุ่มบุคคลหนึ่งที่อ้างว่าอยู่ในเส้นทางการเงินระหว่างประเทศที่ลูกชายของผู้ตายโอนเงินมาให้จากประเทศไต้หวัน 1 แสนบาท เพื่อเป็นค่าปลดล็อกธรรมเนียมใหม่ หลังจากผู้โอนเงินคนแรกใส่เลขที่บัญชีธนาคารผิดไป 1 หลัก กระทั่งมีการโทรศัพท์กลับมายังผู้เสียชีวิต หว่านล้อมให้โอนเงินไปให้กลุ่มคนดังกล่าวในการดำเนินการ ก่อนที่ผู้เสียชีวิตจะหลงเชื่อสูญเงินไป 3 แสนบาท ก่อนที่จะคิดสั้นผู้ตายพยายามจะหาเงินไปโอนให้อีก 5 หมื่นบาท ญาติทักท้วงให้ไปแจ้งความ แต่กลับกลายมาก่อเหตุคิดสั้น ผูกคอตัวเองจนเสียชีวิตดังกล่าว

ความคืบหน้าล่าสุด เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 22 มิถุนายน 2565 ผู้สื่อข่าวเดินทางไปที่วัดอินทราราม บ.วัวข้อง ต.บ้านเลื่อม อ.เมือง จ.อุดรธานี สถานที่ตั้งศพของนางพิน คำภาหมี ที่ญาติตั้งใจจะสวดอภิธรรมศพ 3 วัน และจะมีพิธีฌาปนกิจในช่วงบ่ายของวันเสาร์นี้ ท่ามกลางความเศร้าโศกเสียใจของญาติพี่น้องและเพื่อนบ้าน ที่ทราบข่าวการเสียชีวิต ทยอยเดินทางมาเคารพศพ และต่างวิพากษ์วิจารณ์ถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น ว่าสาเหตุที่นางพินก่อเหตุคิดสั้นผูกคอตนเองจนเสียชีวิตนั้นเกิดจากเรื่องใดกันแน่ โดยญาติของนางพินเปิดเผยว่า หลังจากลูกชายของผู้เสียชีวิตทราบข่าว ได้โทรศัพท์ติดต่อกลับมา ยืนยันว่าเหตุการณ์ที่ถูกแทงจนบาดเจ็บที่ไต้หวัน จนได้เงินทำขวัญมาจำนวนหนึ่ง และโอนมาให้แม่ใช้หนี้ 1 แสนบาทนั้นเป็นเรื่องจริง แต่โอนผิดบัญชีเนื่องจากใส่เลขบัญชีผิดไป 1 หลัก

นายสมบูรณ์ อุตรักษ์ อายุ 54 ปี ญาติผู้ตาย เล่าว่า ช่วงเย็นวันอาทิตย์ที่ผ่านมา คนตายโทรศัพท์มาหา ให้เข้ามาคุยด้วย จากนั้นคนตายก็ได้ส่งสลิปโอนเงินมาทางแชตเฟซบุ๊กให้ดู ว่าได้โอนเงินกว่า 3 แสนบาท เพื่อเป็นค่าปลดล็อกบัญชีที่ลูกชายโอนเงินมาให้ ตอนนั้นตนยังไม่ได้รู้เรื่องอะไรมาก เลยเปิดดูหลักฐานสลิปการโอนเงิน ก็พบว่าผู้ตายได้โอนเงินเข้าบัญชีทั้งหมด 3 คน เป็นผู้ชาย 2 คน และผู้หญิง 1 คนมีการโอนเงินไปหลายครั้ง ยอดตั้งแต่ 500-100,000 บาท ซึ่งผู้ตายออกไปโอนเงินตามร้านค้าที่รับโอนเงิน โดยมีข้อความที่ทำให้สงสัยว่าเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่บอกถ้าส่งเงินมาตามจำนวนนี้ก็จะได้เงิน พอถึงเวลาเงินก็ยังไม่ถูกโอนเข้าบัญชี

“วันต่อมามีโทรศัพท์โทรมาว่าต้องการเงินอีก ให้ผู้ตายหามาแล้วโอนเงินให้ ทำให้ผู้ตายต้องไปยืมเงินญาติและคนรู้จักอีก ถึงขนาดเอาโฉนดที่ดินไปค้ำประกัน เพื่อที่จะยืมเงินมาโอนให้ ก่อนหน้านี้ตนก็เคยเตือนผู้ตายแล้ว ว่าให้ไปแจ้งความ เพราะคิดว่าเป็นแก๊งคอลเซ็นเตอร์มาหลอกโอนเงินแน่นอน แต่ผู้ตายไม่ยอมไปแจ้งความ มีแต่บอกว่าให้รอลูกชายสัก 2-3 วันก่อน ว่าจะทำยังไง ก่อนที่ผู้ตายจะคิดสั้น ทางแก๊งคอลเซ็นเตอร์ออกอุบายอีกว่า รออีก 10 วันค่อยโอนมาให้อีก 5 หมื่นบาทก็ได้ แต่ถ้าโอนมาก็จะได้รับเงินทันที เรื่องนี้อาจจะทำให้ผู้ตายคิดมากจนผูกคอเสียชีวิตก็เป็นได้”

นายสมคิด ยงยืน อายุ 52 ปี ผญบ.บ้านวัวข้อง เล่าว่า ขณะกำลังเดินทางไปทำใบมรณะบัตรให้กับลูกบ้าน ลูกชายของผู้ตายได้โทรมาหาญาติที่กำลังขับรถยนต์อยู่ ตนจึงได้คุยกับลูกชายของผู้ตาย ก่อนสอบถามว่า ได้โอนเงินให้กับแม่จริงหรือไม่ ตัวเขายอมรับว่าโอนเงินจริง แต่โอนเข้าผิดบัญชี ซึ่งเขาบอกว่าเป็นธนาคารกลาง เงินก็เลยถูกอายัดเอาไว้ จำเป็นต้องเสียค่าปลดล็อก ก่อนหน้านี้ผู้ตายเคยมาขอยืมเงินตน 5 หมื่นบาท แต่ตนไม่มีให้ ส่วนผู้ตายจะโดนแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกหรือไม่ ก็ยังไม่มั่นใจ เพราะมองได้หลายมุม จะเป็นการหลอกให้แม่โอนเงินไปให้ หรือว่าลูกชายอาจจะถูกบีบบังคับก็ได้

“แต่มีข้อสงสัยเหมือนกัน ว่าทำไมต้องให้แม่โอนเงินไปยังบัญชีทางธนาคารอื่น แล้วทำไมไม่ให้แม่โอนเงินไปยังบัญชีของลูกชาย เพราะปกติแล้วลูกชายจะโอนเงินเข้ามาบัญชีแม่อยู่ตลอด จะเป็นได้หรือไม่ว่า อาจจะโอนเงินผิดบัญชีแม่ จึงได้สอบถามลูกชายผู้ตายว่า บัญชีทั้ง 3 ที่แม่โอนไปให้นั้น มีตัวตนอยู่จริงหรือไม่ โดยลูกชายผู้ตายยืนยันมีตัวตนจริงอยู่ไต้หวัน อีก 2 วัน ลูกชายของผู้ตายจะนั่งเครื่องบินกลับมาที่บ้าน ซึ่งตนได้บอกกับลูกชายของผู้ตายให้กลับมาคุยกันต่อหน้า หากคุยกันทางโทรศัพท์มันไม่ชัดเจน ข้อมูลมันจะผิดพลาด”

จากการตรวจสอบกรณีนี้พบว่า มีหลักฐานข้อความทางเบอร์โทรศัพท์ส่งมาให้ผู้ตาย ระบุว่ามีค่าแก้ไขเอกสาร 30,000 บาท ค่าดำเนินการขอยกเลิกอายัดเงินทั้งหมด 50,000 บาท ค่าค้ำประกันบัญชีและยืนยันตัวจริงของผู้รับเงิน 50,000 บาท รวม 100,000 บาท ในส่วนนี้อ้างว่าทางธนาคารจะคืนให้ทั้งหมดหลังดำเนินการแล้ว เพื่อป้องกันการฟอกเงินข้ามประเทศ และยังมีหลักฐานการโอนเงินไปยังบัญชี ชื่อนายธนพล ปิกรอด วันที่ 12 มิถุนายน เวลา 12.58 น. ยอดเงิน 10,500 บาท เวลา 13.08 น. ยอดเงิน 500 บาท เวลา 13.17 น. 4,000 บาท เวลา 19.47 น. ยอดเงิน 10,000 บาท, บัญชีชื่อนายวัลลพ ฉัยยา วันที่ 12 มิถุนายน เวลา 19.47 น. ยอดเงิน 10,000 บาท และบัญชีชื่อนางสาวสุดารัตน์ สาระพันธ์ วันที่ 16 มิถุนายน เวลา 16.37 น. 35,000 บาท เวลา 20.00 น. ยอดเงิน 50,000 บาท วันที่ 17 มิถุนายน เวลา 17.10 น. ยอดเงิน 80,000 บาท รวมที่ผู้ตายโอนไปทั้งสิ้น 330,000 บาท

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก
Line @Matichon ได้ที่นี่

LINE @Matichon