โคราชมูฟเมนต์ เฮ! ศาลแขวงยกฟ้องคดีคาร์ม็อบไล่ ‘ประยุทธ์’ พ้นผิดฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน พ.ร.บ.โรคติดต่อ

เยาวชนโคราชมูฟเมนต์ เฮ! ศาลแขวงยกฟ้องคดีคาร์ม็อบไล่ “ประยุทธ์” พ้นผิดฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน พ.ร.บ.โรคติดต่อ

เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม ที่ห้องพิจารณาคดีที่ 3 ศาลแขวงนครราชสีมา ได้อ่านพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ 3332/2564 คดีหมายเลขแดงที่ 3217/2565 พนักงานอัยการคดีศาลแขวงนครราชสีมาเป็นโจทก์ฟ้องนายวรัญญู หรือบุ๊ค คงสถิตย์ธรรม พร้อมพวกรวม 3 คน แกนนำเยาวชนกลุ่มโคราชมูฟเมนต์ “KoratMovement” เป็นจำเลยในความผิดฐานต่อพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ความผิดต่อพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) โรคติดต่อ โดยฝ่าฝืนคำสั่งประกาศสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2564 เวลา 16.00 น. จำเลยทั้ง 3 ร่วมจัดกิจกรรมทางการเมืองคาร์ม็อบบริเวณลานอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี (ย่าโม)

จากนั้นได้เคลื่อนขบวนไปตามเส้นทางในเขตเมือง นครราชสีมา และเป็นผู้กล่าวปราศรัยบนรถติดตั้งเครื่องขยายเสียง โดยเป็นการรวมกลุ่มของบุคคลประมาณ 200 คน ที่ไม่ได้ปฏิบัติตามมาตรการสาธารณสุข อาจทำให้เสี่ยงต่อการแพร่ระบาด ซึ่งต้องได้รับอนุญาตจาก ผวจ.นครราชสีมา โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดนครราชสีมา ได้ออกคำสั่งที่ 3916/2564 เรื่องมาตรการในการเฝ้าระวัง ป้องกันและควบคุมการแพระบาดของโรคติดต่อร้ายแรง เนื่องจากเป็นพื้นที่ควบคุมสูงสุดและเข้มงวด ข้อ 10 ห้ามจัดกิจกรรมที่มีการรวมกลุ่มมากกว่า 5 คน แต่ในระยะเวลาดังกล่าวไม่ปรากฏจำเลยทั้ง 3 คน ได้ยื่นขออนุญาตแต่อย่างใด

ทั้งนี้พยานโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานเชื่อมโยงสนับสนุนให้เห็นว่าจำเลยทั้ง 3 เป็นผู้จัดการชุมนุมโดยเป็นเพียงผู้เข้าร่วมการชุมนุมทำกิจกรรมเท่านั้น จึงไม่มีหน้าที่ต้องขออนุญาตและไม่เป็นความผิดฐานดังกล่าวตามฟ้อง สำหรับความผิดฐานร่วมกันชุมนุมมั่วสุมในลักษณะมีความเสี่ยงต่อการแพร่โรค แม้จะมีบุคคลร่วมชุมนุมจำนวนมาก บางคนยืนอยู่ใกล้ชิดกัน บางคนสวมหน้ากากอนามัยไม่เหมาะสม ไม่มีการตรวจวัดอุณหภูมิร่างกาย ไม่มีเจลแอลกอฮอล์ให้บริการและไม่เว้นระยะห่างแต่เส้นทางการเคลื่อนขบวนและสถานที่ชุมนุมเป็นพื้นที่โล่งกว้าง อากาศถ่ายเทสะดวกรวมทั้งผู้ฟังการปราศรัยส่วนใหญ่สวมหน้ากากอนามัยทั้งสิ้นประกอบกับโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานนำสืบให้เห็นว่าภายหลังเกิดเหตุมีผู้ติดเชื้อจากการร่วมชุมนุมหรือไม่พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยทั้ง 3 กระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยทั้ง 3 ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง กรณีจึงไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยพยานหลักฐาน พิพากษายกฟ้อง

ภายหลังฟังคำพิพากษานายวรัญญู หรือบุ๊ค พร้อมพวกได้ขอบคุณ พ.ต.ท.อัครพงษ์ วรรษพงษ์ ทนายความเครือข่ายศูนย์ช่วยเหลือสิทธิมนุษยชนที่มาคอยช่วยเหลือเป็นที่ปรึกษาข้อกฎหมายโดยมีการเลื่อนนัดฟังคำพิพากษารวม 3 ครั้ง และ เปิดเผยว่า คำพิพากษายกฟ้องสามารถยืนยันสิ่งที่พวกเราขับเคลื่อนมาตลอด ถือเป็นการใช้สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ ในฐานะประชาชนซึ่งเป็นผู้ชุมนุมออกไปใช้สิทธิ์เรียกร้องความเป็นประชาธิปไตย รู้สึกดีใจที่ยังมีความยุติธรรมไม่ได้มองพวกเราเป็นคนผิด อย่างไรก็ตามผู้ที่ออกมาขับเคลื่อนเรียกร้องประชาธิปไตยและแสดงออกทางความคิดเห็นเกี่ยวกับการเมืองมิใช่เป็นกลุ่มบุคคลที่ต้องการให้เกิดความขัดแย้งในสังคม เราต้องการเรียกร้องให้คุณภาพระบบสังคมดีขึ้นต่อสู้เพื่อการเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ดีขึ้น ขอให้พี่น้องประชาชนที่เข้าใจคลาดเคลื่อนได้เปิดใจพิจารณาด้วยเหตุด้วยผล

Advertisement

 

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image