นักวิชาการ ชี้เหตุระเบิดรถไฟ เป็นการโจมตีทางศก.ขยายพท.จากนราฯ แนะ รัฐเร่งกระบวนการพูดคุยสันติภาพให้ชัด สงสัยเจ้าหน้าที่หละหลวมหรือไม่
เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม ที่ศูนย์เฝ้าระวังมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี อาจารย์ศรีสมภพ จิตภิรมย์ศรี นักวิชาการมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์จังหวัดชายแดนภาคใต้ เปิดเผยว่า เป็นความต้องการก่อเหตุที่ต่อเนื่องของกลุ่มที่เห็นต่างจากรัฐ และเป็นเหตุการณ์ที่ต่อเนื่องจากเหตุระเบิดที่จังหวัดนราธิวาสด้วย และล่าสุดจนมาเกิดระเบิดรถไฟ ที่ คลองแงะ อำเภอสะเดาจังหวัดสงขลาครั้งนี้และก่อเหตุซ้ำด้วย ซึ่งเป็นจุดโจมตีทางเศรษฐกิจเหมือนเดิมคาดว่าเป็น BRN ซึ่งเห็นได้ว่าคนร้ายพยายามก่อเหตุให้ถี่ขึ้นและมากขึ้นให้เกิดเหตุรุนแรงในช่วงระหว่างที่เจ้าหน้าที่รัฐก็เฝ้าระวังป้องกันเข้มข้นขึ้นเช่นกัน แต่จุดที่ก่อเหตุในครั้งนี้ที่ผู้ก่อเหตุใช้จุดเกิดเหตุโจมตีขยายออกนอกพื้นที่ ใช้พื้นที่ที่ทุกคนไม่คาดคิด เป็นการปรับแผนการ การโจมตีที่หนีออกจากนอกพื้นที่ตรวจเข้มข้น เพื่อก่อเหตุนอกเหนือความคาดหมายของเจ้าหน้าที่ด้วย จึงจัดการโจมตีได้ง่ายขึ้น
ทำไมถึงเกิดเหตุระเบิดซ้ำสอง ทำให้เจ้าหน้าที่ชุดซ่อม ที่เป็นพลเรือนไม่เกี่ยวข้องต้องโดนด้วย
อ.ศรี กล่าวว่า เข้าใจว่าการเกิดเหตุครั้งนั้นเป็นการเตรียมการของคนร้ายอยู่แล้วที่จะให้เกิดเหตุซ้ำสอง มุ่งไปที่เมื่อตอนเจ้าหน้าที่เข้าไปเก็บกู้ แต่การตรวจของเจ้าหน้าที่อาจจะหลุดไปในทางเทคนิคจึงรอดตัวไป มาตกที่เจ้าหน้าที่ที่เข้าไปซ่อมงานรถไฟไปซ่อมไปจัดการแทน จะเห็นว่ามีการตรวจสอบแล้วก่อนหน้านั้น แต่ไม่สามารถ Cover หรือตรวจสอบได้ทั้งหมด จึงส่งผลให้เจ้าหน้าที่ที่ทำการซ่อมราง เกิดการสูญเสียตามที่เห็นในวันถัดมา
ซึ่งก่อนหน้านี้ เห็นว่าคนร้าย มักใช้วิธีนี้ในการก่อเหตุเช่นมีระเบิดอยู่แล้วและมีการวางระเบิดซ้ำสองครั้ง แสดงว่าเจ้าหน้าที่รัฐหละหลวมหรือไม่
ครั้งนี้เจ้าหน้าที่อาจจะต้องควบคุมป้องกันให้มากกว่านี้ เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นอีก
และที่ผ่านมาจะเห็นว่าแม้เจ้าหน้าที่ความมั่นคงฝ่ายรัฐจะใช้การติดตาม ไล่ล่าจับกุมตัวคนร้ายหรือไปถึงการวิสามัญ ฆาตกรรม การทำลายแกนนำกลุ่มตัวผู้ก่อเหตุไปหลายคน แล้วก็ตาม
แต่กลไกการทำงานและการต่อสู้ของผู้ก่อเหตุหรือกลุ่มคิดต่างนั้น การทำงานของพวกเขายังมีความต่อเนื่อง และไม่มีผลโดยตรงกับการยุติเหตุการณ์เลย พวกเขาจะมีการสร้างตัวตายตัวแทนอยู่ตลอดเวลา สร้างคนใหม่ๆมาสู้ต่อไม่จบสิ้น
การแก้ปัญหาโดยตรงควรเป็นการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างทางการเมือง ที่เป็นโครงสร้างใหญ่ในกระบวนการสันติภาพอันนั้นน่าจะเป็นความสำคัญมากกว่า แต่แน่นอนการระงับเหตุ หรือป้องกันเหตุที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงรัฐต้องทำนั้นก็ต้องทำอย่างต่อเนื่อง แต่การทำอย่างนี้อย่างเดียวและจะหยุดสถานการณ์ความรุนแรงได้นั้น การตอบโต้กันไปมานั้นไม่มีทางยุติเหตุการณ์ได้เลย นอกจากว่าจะต้องแสวงหาทางออกทางการพูดคุยเพื่อกระบวนการสันติสุขสันติภาพ สิ่งนี้น่าจะเป็นทางออกที่ดีกว่า
การก่อเหตุครั้งนี้กลุ่มก่อเหตุต้องการบ่งบอกสิ่งใด
อ.ศรี กล่าวว่า แน่นอนการก่อเหตุของคนร้ายครั้งนี้เป็นการกระตุ้นให้ต่อเนื่องเกี่ยวกับกระบวนการพูดคุยให้เกิดความชัดเจนและให้การพูดคุยมีความรวดเร็วยิ่งขึ้น
เนื่องจากการพูดคุยสันติสุขฯ เหมือน พิ่งจะเริ่มมีความชัด และเริ่มต่อเนื่องแต่ข้อตกลงที่จะเกิดขึ้นเป็นรูปธรรม เช่นการลดความรุนแรง การมีข้อตกลงการสร้างพื้นที่การพูดคุย การปรึกษาหารือทางสาธารณะสำหรับประชาชนทั่วไปเรื่องพวกนี้ยังต้องใช้อาศัยเวลาอีกมาก ยังมองเห็นว่ายังไม่ชัดเจน
เพราะยังเกิดจากปัจจัยอีกหลายอย่างเช่นทางการของมาเลเซียก็ยังต้องปรับเปลี่ยนรัฐบาลยังต้องรับเปลี่ยนชุดคณะพูดคุยก็คงต้องหลังจากที่เขาได้จัดเตรียมตั้งรัฐบาลใหม่ให้เรียบร้อยซะก่อน และเช่นเดียวกันกับรัฐบาลของไทยเราเองก็อยู่ในช่วงที่เหมือนจะใกล้เข้าช่วงการเลือกตั้ง ด้วยเช่นกัน ความคืบหน้าของนโยบายการพูดคุยเรื่องประเด็นสันติภาพสันติสุขนี้ก็คงยังต้องรอความชัดเจนต่อไป จนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลใหม่การเลือกตั้งใหม่ทั้ง 2 ฝ่าย ทั้งฝ่ายมาเลเซียและฝ่ายไทยจึงจะเห็นความชัดเจนมากยิ่งขึ้น
สำหรับรัฐบาลใหม่ของทางมาเลเซียภายใต้รัฐบาลใหม่ของนายกอันวาร์ อิบรอฮิม จะเห็นว่ามีการตั้งรัฐบาลที่มีกลุ่มที่หลากหลาย ทั้งปัญญาชนนักวิชาการ คนรุ่นใหม่ ในการขับเคลื่อนนโยบาย ทำให้คิดว่ามีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับทางพื้นที่ด้วยซึ่งคิดว่าจะเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้นการพูดคุยน่าจะง่ายขึ้นกว่าเดิม คาดว่าน่าจะเป็นมีการเปลี่ยนนโยบายในทางสันติภาพสันติสุขเป็นแนวทางใหม่ มีอะไรใหม่ๆ และคาดว่าจะดีขึ้นมากกว่าเดิม และกลไกของผู้อำนวยความสะดวกก็จะเปลี่ยนบุคคลและกลุ่มที่เกี่ยวข้องกลุ่มนักวิชาการทีมคณะเทคนิกที่จัดเตรียมต่างๆ ก็ต้องเปลี่ยนตัว คงต้องใช้เวลาอีกสักพักหนึ่งถึงจะมีความชัดเจนอย่างเป็นรูปธรรมแต่เชื่อว่าจะเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นในปีหน้า

