“ประธาน กป.อพช.” แฉขบวนการโยกย้าย หมอสุภัทรออกนอกพื้นที่ ชี้ 3 พรรคผูกใจเจ็บ ไม่ตอบสนองนโยบาย
เมื่อวันที่ 29 มกราคม นายสมบูรณ์ คำแหง ประธานคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.) โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊กส่วนตัว แฉกรณีคสั่งย้าย นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ผอ.รพ.จะนะ ไปเป็น ผอ.รพ.สะบ้าย้อย โดยมีผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุขลงนามในคำสั่งเมื่อ 25 มกราคมที่ผ่านมา โดยข้อความระบุว่า เรื่องย้ายหมอสุภัทร…ทำกันอย่างเป็นขบวนการ (ที่ไม่ใช่แค่พรรคภูมิใจไทยเท่านั้น แต่โยงไปถึงพรรคประชาธิปัตย์และพลังประชารัฐ)
การย้ายหมอสุภัทรออกจากพื้นที่อำเภอจะนะ เป็นการสมรู้ร่วมคิดและทำกันอย่างเป็นขบวนการ ซึ่งเชื่อว่ามีความเกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองไม่น้อยกว่า 3 พรรค คือ ภูมิใจไทย ประชาธิปัตย์ และพลังประชารัฐ เพราะถ้าหากย้อนไปในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา มีความพยายามของนักการเมืองที่จะย้ายหมอมาแล้วหลายครั้ง อาจจะนับย้อนไปตั้งแต่โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา ที่มีการเคลื่อนไหวของชาวบ้านในพื้นที่ในช่วงปี พ.ศ.2555-2560 ซึ่งหมอสุภัทรได้ออกมาแสดงท่าทีไม่เห็นด้วยกับโครงการนี้อย่างชัดเจน ด้วยเหตุผลของการละเมิดสิทธิชุมชน และวิพากษ์ไปถึงกลุ่มที่ต้องการหาประโยชน์จากโครงการนี้ จนยังความไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัดหลังจากโครงการนี้ถูกสั่งยกเลิกไป ซึ่งต้องย้อนไปดูว่าคนของพรรคไหนอยู่เบื้องหลังผลประโยขน์ดังกล่าว และในคราวนั้นก็เริ่มมีความพยายามที่ย้ายหมอสุภัทรเป็นครั้งแรกๆ

ครั้งที่สอง เกิดขึ้นระหว่างการเคลื่อนไหวของพี่น้องชาวจะนะช่วงปี พ.ศ.2564 ตอนที่พี่น้องขึ้นไปปักหลักชุมนุมที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อเรียกร้องให้มีการยุติโครงการนิคมอุตสาหกรรมจะนะไว้ก่อน และเสนอให้มีการจัดทำ SEA หรือการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมในเชิงยุทธศาสตร์ จนทำให้รัฐบาลยอมรับข้อเสนอของชาวบ้าน อันเป็นผลให้มีการยุติโครงการดังกล่าวเอาไว้ก่อน หากแต่ประเด็นที่หมอออกมาวิพากษ์ในโครงการนี้อย่างหนักคือ ความไม่ชอบมาพากลของโครงการที่ดำเนินงานโดยศูนย์อำนวยการบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือ ศอ.บต. ซึ่งคนนั่งหัวโต๊ะคุม ศอ.บต. คือรองนายกฯ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รวมถึงการชี้ให้เห็นถึงผลประโยชน์เรื่องที่ดินเกือบ 2 หมื่นไร่ ที่มีการเอื้อประโยชน์ให้กับบริษัทเอกชนที่เข้ามาดำเนินโครงการนี้ ซึ่งเป็นที่รับรู้กันดีว่ามีนักการเมืองใหญ่ขงพรรคประชาธิปัตย์เป็นผู้จัดการในเรื่องนี้ และมีการใช้อำนาจทางการเมืองอำนวยความสะดวกให้อย่างชัดเจน และในครั้งนี้ก็มีการเคลื่อนไหวของฝ่ายการเมืองที่จะย้ายหมอสุภัทร เป็นครั้งที่สอง
และครั้งนี้ คือฝีมือล้วนๆ ของพรรคภูมิใจไทย ดังที่เราทราบกันดีแล้วว่า มีความพยายามจะย้ายหมอมาตั้งแต่ครั้งที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์รัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ต่อความผิดพลาดในการบริหารจัดการวัคซีนและเครื่องตรวจเชื้อ หรือ ATK แต่ยังไม่สามารถย้ายได้ เพราะอาจจะดูน่าเกลียดเกินไป แต่พอหมอมาวิพากษ์นโยบายกัญชาเสรี จนกลายเป็นประเด็นข่าว และมีวิวาทะระหว่างหมอกับรัฐมนตรีอนุทินอย่างต่อเนื่องนั้น จึงมีเป็นเหตุผลเพียงพอที่ยังความไม่พอใจกับรัฐมนตรีท่านนี้
หลังจากนั้นมีเรื่องร้องเรียนและเรียกสอบหมอสุภัทรอีกหลายครั้ง ซึ่งหมอเองก็รู้ดีว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้น คือส่วนหนึ่งของขบวนการที่ต้องการสร้างเรื่องขึ้นเพื่อกลั่นแกล้งตนเอง และคนอย่างหมอสุภัทรเองก็ใช่ว่าจะเกรงกลัวต่อความอยุติธรรมที่เกิดขึ้นในลักษณะนั่น จึงให้ความร่วมมือบ้างไม่ให้ความร่วมมือบ้างตามสิทธิที่พอจะทำได้ ในการถูกเรียกสอบสวนแต่ละครั้ง ซึ่งเรื่องนี้ได้มีหมอคนหนึ่งที่เป็นขี้ข้ารับใช้พรรคภูมิใจไทย เพิ่งออกมาแขวะหมอสุภัทรว่าถูกร้องเรียนก็ไม่มาให้กรรมการตรวจสอบ ซึ่งเป็นอะไรที่ไร้สาระมากๆ
การย้ายหมอสุภัทร เป็นเรื่องหนักใจของข้าราชการระดับสูง ซึ่งเป็นที่รับรู้กันดีและอาจจะมีความเสี่ยงที่จะถูกฟ้องศาลปกครองได้ ดังนั้นจึงมีการวางแผนการอย่างแยบยลพอสมควรกล่าวคือ เริ่มต้นจากการทำให้ตำแหน่งผู้อำนวยการโรงพยาบาลสะบ้าย้อยว่างลงก่อน และทำเสมือนว่ามีปัญหามากไม่สามารถหาใครมาแก้ไขปัญหาได้ ซึ่งเรื่องนี้ได้กล่าวเป็นข้ออ้างสำคัญที่คนในกระทรวงสาธารณสุขใช้เป็นข้ออ้าง ตั้งแต่รัฐมนตรี ปลัด และผู้ตรวจราชการฯ คนที่เซ็นสั่งย้ายหมอ โดยมีการให้สัมภาษณ์สื่อไปในทางเดียวกันว่า ต้องการคนมีความสามารถไปช่วยแก้ปัญหาที่โรงพยาบาลอำเภอสะบ้าย้อย ซึ่งจะทำให้เข้าหลักเกณฑ์ที่สามารถย้ายได้ ถึงกระนั้นก็ตามเรื่องนี้ก็ยังมีความย้อนแย้งกับบางคนที่ออกมาให้ข่าวว่า ที่ย้ายเพราะหมอสุภัทรเพราะถูกร้องเรียนและไม่ยอมรับการสอบสวน ซึ่งเป็นเกมที่ถูกวางไว้เดิมอยู่แล้ว
ประชาชนเขาไม่ได้โง่นะครับ ท่านรัฐมนตรี ท่านปลัด และท่านผู้ตรวจฯ ใครเขาก็มองออกว่า การย้ายหมอครั้งนี้มันไม่ใช่เรื่องปกติ และไม่ใช่เหตุผลว่ากระทรวงสาธารณสุขสิ้นไร้ไม้ตอกถึงขั้นไม่มีบุคลากรที่มีความสามารถที่จะเข้าไปแก้ไขปัญหาที่โรงพยาบาลสะบ้าย้อยแต่อย่างใด และเขาก็ต่างรู้กันว่าพวกท่านทั้งหลายวางแผนเรื่องนี้กันอย่างเป็นระบบ โดยเริ่มจากการตั้งเรื่องร้องเรียนและให้มีการตั้งกรรมการสอบสวนหมอสุภัทร หลังจากนั้นท่านก็ทำให้ตำแหน่งในอำเภอสะบ้าย้อยว่างลง และรัฐมนตรีอนุทินก็ออกประกาศกระทรวงฯเมื่อวันที่ 23 มกราคม 2566 ให้อำนาจผู้ตรวจราชการกระทรวงฯ มีอำนาจในการลงนามย้ายข้าราชการภายในแทนปลัดกระทรวงฯได้ หลังจากนั้นอีก 2 วัน คือวันที่ 25 มกราคม 2566 ผู้ตรวจท่านนั้น ซึ่งหากย้อนไปดูว่าท่านมาจากไหน ถึงมาย้ายหมอสุภัทรได้ อันนี้ก็ไม่ธรรมดา เหมือนกับรับงานท่านรัฐมนตรีมาเต็มๆ แล้วท่านก็รีบลงนามย้ายแบบทันควัน ซึ่งน่าสงสัยว่าทำไมต้องทำกันถึงขนาดนี้ ทำไมไม่ทำตามวัฒนธรรมปกติ คือใช้อำนาจปลัดกระทรวงฯ หรือว่าปลัดและผู้ตรวจท่านอื่นๆ ไม่กล้าลงนาม
ส่วนตัวแล้วเชื่อว่าหมอสุภัทรมิได้รังเกียจหรือตั้งแง่ต่อการไปดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการในพื้นที่อำเภอสะบ้าย้อย เพราะที่นั่นคือถิ่นเดิมของท่านอยู่แล้ว เนื่องจากเป็นอำเภอที่ได้เริ่มต้นชีวิตข้าราชการ และยังเชื่อด้วยว่าคนสะบ้าย้อยเองก็เข้าใจสิ่งที่หมอสุภัทรกำลังเรียกร้องความยุติธรรมให้กับตนเอง จากอำนาจที่เหนือกว่าซึ่งไม่น่าจะเป็นธรรมนัก ซึ่งคิดว่าเป็นสิ่งที่ข้าราชการทุกคนไม่ควรศิโรราบกับอำนาจเช่นนี้
จากรูปการที่สาธยายมาทั้งหมดนี้ พอจะเห็นที่มาที่ไปและความลึกตื้นหนาบางของพรรคการเมืองทั้ง 3 พรรคกันมั้ยละครับ ซึ่งพออ่านกันได้ว่าแต่ละพรรคต่างสะสมความเจ็บแค้นมาพอสมควร จึงได้โอกาสในคราวนี้ที่หวังว่าจะจัดการกับ นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ให้เสร็จสิ้นไปเสียที

