เปิดใจ ปู่ฤาษีอุดร ปัดหลอกสาวใหญ่ ลั่นทำเสื่อมเสีย-จะเอาเรื่องถึงที่สุด
จากกรณีที่ทางนางศิริพรประภา บรีเดน อายุ 45 ปีและชาวบ้านในพื้นที่ อ.ศรีธาตุ จ.อุดรธานี เข้ายื่นหนังสือร้องทุกข์ขอความเป็นธรรมต่อผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี ผ่านศูนย์ดำรงธรรม เนื่องจากได้รับความเดือดร้อนจากนายวีระยุทธ ชัยภักดี ซึ่งอ้างตนเป็นร่างทรงปู่ฤาษีอุดร หรือ ฤาษีตั้ม มีพฤติกรรมแอบอ้างเบื้องสูง นายพล ข้าราชการ หากินกับวัดตุ๋นเงินนับแสน ทั้งหลอกขายเข็มที่ระลึก อ้างโยงถึงหน่วยงานทหาร (กอ.รมน.) ตลอดจนมีการลงนะหน้าทอง หลอกรับเงินบริจาคกฐิน แต่อมเงินไม่นำเถวายวัด ซึ่งทางผู้เสียหายได้แจ้งความดำเนินคดีตั้งแต่ปี 2553 แต่คดีไม่ความคืบหน้านั้น
เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 1 กุมภาพันธ์ นายวีระยุทธ ชัยภักดี หรือ ปู่ฤาษีอุดร เปิดเผยว่า ตอนนี้อยู่จ.อุดรธานี จะแถลงข่าวในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ ที่ศูนย์ดำรงธรรม จ.อุดรธานี ประมาณ 09.00-10.00 น. ตนมีหลักฐานทั้งหมด ตนรู้จักกับนางศิริพรประภา เพราะเป็นสายบุญกัน นางศิริพรประภา เป็นลูกศิษย์ฤาษีมหารวย ตนไม่เคยวิ่งเต้นเรื่องมรดกให้นางศิริพรประภา แต่มีทหารยศพันเอกนายหนึ่ง อยู่วิทยาลัยทหาร รับจัดการให้ ตนเป็นแค่ตัวกลางเท่านั้น ซึ่งนางศิริพรประภามีความเชื่อมั่นนายทหารคนนี้ และโอนเงินไปให้นายทหารคนดังกล่าว
ปู่ฤาษีอุดร เล่าต่อว่า ส่วนเรื่องเข็มกลัด ตนไม่มีขาย ไม่มีทหารหรือตำรวจทำมาให้ แต่มีคนนำมาให้ ตนทำบุญมาก็มาก มีลูกศิษย์มากมายถวายเงินมา 3,000-5,000 บาท ตนไม่มีอะไรจะให้ลูกศิษย์ มีเข็มกลัดก็มอบให้ลูกศิษย์ ไม่ได้ขาย ตนเคยดึงให้เขาตาสว่างแล้ว แต่เขายังตามืดมัว ตนเป็นแค่นักพรตถือศีล เขาไปเชื่อคนมียศฐาบรรดาศักดิ์ เขาพูดอะไรก็เชื่อไปหมด นายทหารยศพันเอกมีบ้านอยู่กรุงเทพฯ ซึ่งตอนนี้ตนไม่ได้ติดต่อนานประมาณ 1 ปีแล้ว
นายวีระยุทธ กล่าวต่อว่า อยากฝากถึงนางศิริพรประภาว่า ตนมีหลักฐานทั้งหมด พิสูจน์ได้ ข่าวที่ออกไปทำให้ตนเสียหายและเสื่อมเสียชื่อเสียง ตนจะเอาเรื่องให้ถึงที่สุด เงินที่โอนมาให้ไม่ถึง 3 แสน โอนมาแค่ 1.8 แสนบาทเท่านั้น โดยโอนเข้าบัญชีตน แล้วตนก็โอนให้นายทหารยศพันเอก 1.2 แสนบาท เหลือ 60,000 บาท ตนก็โอนไปให้ปู่ฤาษีมหารวย 20,000 บาท เพราะต้องมาช่วยกัน เหลืออยู่กับตน 40,000 บาทสำหรับใช้จ่าย เป็นค่ารถ เพราะให้ตนอยู่ 3 เดือน ต้องออกจากงาน ต้องมาช่วยเรื่องมรดกที่ดิน 3 ปียังไม่สำเร็จ มีแต่เรื่องราว
ด้านนายฐิติพันธ์ ไชยทองศรี อายุ 58 ปี หนึ่งในผู้เสียหาย และเข้าร้องเรียนที่ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดอุดรธานี กล่าวว่า ตนเป็นอดีตผู้กำกับภาพยนตร์ ชื่อไตรวิทย์ เคยกำกับภาพยนตร์หลายเรื่อง แต่ตนมามีครอบครัวอยู่ที่ อ.น้ำโสม จ.อุดรธานี ตนและภรรยาเปิดร้านเนื้อย่างทะเลเผาที ต่อมาได้รู้จักกับปู่ฤาษีอุดรเพราะสายบุญที่ จ.ปราจีนบุรี ต่อมาปู่ฤาษีอุดรและพวกไปพักที่โรงแรมแห่งหนึ่งใน อ.น้ำโสม เพราะรู้จักกับเสี่ยเจ้าของโรงแรม
แล้วปู่ฤาษีอุดรก็ไปบอกภรรยาตนว่า มีเสี่ยคนหนึ่งใน อ.น้ำโสม ให้เงินตน 7 ล้าน ทำทีเซอร์หนังเรื่อง “คิงออฟนาคา” เพื่อทำตัวอย่างหนัง แต่ในความเป็นจริงไม่มีใครมาให้เงินตนสักบาท ญาติทางภรรยาขับรถมาจาก อ.โพธิ์ตาก จ.หนองคาย มาขอยืมเงินตน แต่ตนก็บอกไปว่าไม่มีเงิน 7 ล้าน เพราะไม่มีใครมาให้ ภรรยาและญาติต่างคิดว่าตนหลอกไม่ยอมให้ยืมเงิน ซึ่งตนก็ไม่เคยเห็นเงิน 7 ล้านบาทเลย ทำให้ตนและภรรยาระหองระแหงกันตั้งแต่นั้นมา
ตนไม่เคยศรัทธาปู่ฤาษีอุดร แต่รู้จักเพราะเสี่ยเจ้าของโรงแรม เคยมาเสนอขายเข็มกลัดหรือเหรียญให้ตน บอกว่าได้มาจากนายทหารยศนายพลคนหนึ่ง ตนและภรรยาเช่า 2 เหรียญราคา 3,000 บาท ความเสียหายก็คือทำให้ครอบครัวตนพัง ตนเคยจัดเลี้ยงวันเกิดให้ปู่ฤาษีอุดรที่ร้านเนื้อย่าง ซึ่งตนจำไมได้ว่าวันไหน ฤาษีอุดรมีท่าทางขี้หลีตีสนิทกับภรรยาตน ผู้ชายมองออกว่าปู่ฤาษีอุดรคิดอะไรกับภรรยาตน แต่ไม่เคยเข้าไปเตือนเพราะกลัวฟิวส์ขาด สุดท้ายแล้วก็ทำให้ครอบครัวตนแตกแยก ตนกับภรรยาแยกทางกัน และยุบร้านเนื้อย่างทะเลเผา ตนมาอยู่ที่ จ.กาฬสินธุ์ เหตุการณ์นี้ผ่านมาประมาณ 3 ปีแล้ว ฝากถึงปู่ฤาษีอุดรว่า กรรมใครกรรมมัน คิดอะไรไม่ดี ก็ให้รับผิดชอบเอง

