ไม่พลิกโผ ‘ดนุช’ นั่ง หน.พรรครวมพลัง ลุงกำนันโผล่เซอร์ไพรส์ที่อุดรฯ หวังรักษาปาร์ตี้ลิสต์ 5 ที่นั่ง
เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2566 ที่ห้องประชุมอุดรดุษฎี โรงแรมเจริญโฮเต็ล ได้มีการประชุมใหญ่สามัญประจำปีพรรครวมพลัง โดยมีตัวแทนสาขาพรรคทั้ง 4 ภาค สมาชิกพรรค เข้าร่วมการประชุมประมาณ 300 คน โดยมีวาระสำคัญคือการเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารพรรค และคณะกรรมการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้งในนามพรรค โดยมีการตั้งคูหาเลือกตั้ง ให้สมาชิกกาบัตรและหย่อนบัตรเลือกตั้ง ก่อนมีประกาศแต่งตั้ง ดร.ดนุช ตันเทอดทิตย์ เป็นหัวหน้าพรรครวมพลัง นส.กฤตินี รุณแสง เป็นเหรัญญิกพรรคฯ ผศ.วัชรินกร เมขลา เป็นนายทะเบียนพรรค และ นายบุญเกรียรติ การะเวกพันธุ์ นายสัมพันธ์ เย็นสำราญ ผศ.ดร.ศักราช ฟ้าขาว นายกฤษฎา พรรัตนพิทักษ์ เป็นกรรมการบริหารพรรคฯ คนที่ 1 – 3 ตามลำดับ ขณะที่ช่วงบ่าย ลุงกำนัน นายสุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำก่อตั้งพรรค เดินทางมาให้กำลังใจสมาชิกพรรค


ดร.ดนุช ตันเทอดทิตย์ เป็นหัวหน้าพรรครวมพลัง เปิดเผยว่า” วันนี้ครบวาระในการประชุมใหญ่สามัญประจำปีของพรรค เราเลือก จ.อุดรธานี เป็นสถานที่จัดงาน เนื่องจากเป็นจังหวัดบ้านเกิดของผม ผมทำงานกับพรรคมานาน เป็นผู้ร่วมก่อตั้งพรรคขึ้นมา ทำงานกับพรรคมาหลากหลายตำแหน่ง จนถึงรักษาการหัวหน้าพรรค วันนี้เราได้แสดงพลังถึงการรรวมพลังของสมาชิกภาคอีสาน และจากทั่วประเทศที่เดินทางมา พรรคของเราคือพรรคของคนธรรมดา แต่เป็นพรรคของคนธรรมดาที่จะรวมกันสร้างชาติบ้านเมือง พรรคเรามีกรรมการบริหารพรรคที่เป็นทีมงานจากหลายภาคส่วน โดยเฉพาะภาคการศึกษา ในฐานะที่ผมทำงานกับ อว. (กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม) ได้ไปเห็นศักยภาพในแต่ละตำบลมาแล้วทั้ง 77 จังหวัด ในโครงการ U2T”

“ ซึ่งแต่ละพื้นที่มีศักยภาพอย่างมาก มีปราชญ์ชาวบ้าน มีศิลปะ วัฒนธรรม โดยศักยภาพของเขาเหล่านั้นจะต้องถูกยกขึ้น พัฒนาขึ้น ต้องถูกต่อยอด ในการก้าวเข้าสู่ประเทศที่พัฒนาแล้ว นั่นคือเป้าหมายของเรา ในการขับเคลื่อนพรรค หากพรรคได้มีโอกาสเข้ามาบริหารงานอีกครั้ง เราจะทำให้เห็นอีกครั้ง หลังจากที่เราได้ร่วมกันทำงานมานานกว่า 2 ปี ทุกเสียงจากทุกตำบลจะมาผลักดันเราให้มาเป็นตัวแทนของประเทศ เราไม่ได้ทำเฉพาะนโยบาย การนำองค์ความรู้จากมหาวิทยาลัยลงไปพัฒนาทุกตำบล เราเปลี่ยนเป็นรูปธรรมได้ เราลงมือทำมาแล้ว นี่คือนโยบายหลักของเรา “
หัวหน้าพรรครวมพลัง เปิดเผยอีกว่า เป้าหมายพรรคเรา ไม่ได้ตั้งขึ้นมาเพื่อการเลือกตั้งอย่างเดียว ครั้งที่ผ่านมาเรามีคนเชื่อมั่นเราอยู่ประมาณ 8 แสนคน เราตั้งเป้าผู้สมัครให้กระจายไปในบางส่วนที่จำเป็น คะแนนเสียงที่จะได้มาเพื่อต้องการรักษาคะแนนเสียงที่เรามีอยู่ พร้อมขยายวงกว้างไปในตำบลที่เราได้ไปทำงาน เราหวังว่าคะแนนเสียงของเราจะไม่น้อยกว่าการเลือกตั้งคราวที่แล้ว ที่เรามี ส.ส.แบบบัญชีรายชื่ออยู่ 5 ท่าน เราจะรักษาตรงนี้ไว้ และหวังว่าจะได้ที่นั่งเพิ่มขึ้นมาบ้าง แต่ก็ยังไม่ทราบรายละเอียดการคิดคะแนนว่าจะออกมารูปแบบไหน เราไม่ได้ตั้งเป้าเลื่อนลอย แต่เรามีผลงานเป็นที่ประจักษ์ในทุกตำบล

“ ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความหลากหลาย เรื่องของสีเสื้อเราพูดกันมาเป็นสิบปีแล้ว แต่ผมก็ตอบแทนประชาชนทุกคนไม่ได้ แต่เชื่อว่าเราจะหลอมรวมกันได้ เพื่อก้าวไปสู่ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ซึ่งไม่อยากให้พูดถึงบ่อยๆ อยากให้พี่น้องชาวไทยรักเมืองไทย ประเทศไทยดีขึ้นทุกวัน องค์ความรู้ดีขึ้นทุกปี ความเป็นอยู่ดีขึ้นทุกปี วิกฤติโควิดเราก็ผ่านกันมาได้ ความต่างความหลอกหลายจะหลอมรวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้ ด้านผู้สมัคร สส.ในพื้นที่ ตอนนี้เราได้มีการเริ่มพูดคุยกันแล้ว แต่เผอิญเป็นช่วงเปลี่ยนกรรมการบริหารพรรค ซึ่งก็รอกรรมการชุดใหม่เข้ามาทำงาน เราสาขาพรรคอยู่ทั้ง 4 ภาค ก็จะเป็นตัวแทนเราดูแลในแต่ละภาค ยังต้องรอการแต่งตั้งตัวแทนอีกครั้ง เพื่อที่จะให้ทันตามที่ กกต.กำหนดหรือไม่ และจะเข้าสู่การสรรหาอีกครั้ง”

