‘เต้ พระราม7’ นำทีมบริหารพรรค เดินสายอีสาน ลั่นพร้อมเป็นแคนดิเดตนายกฯ

2.03.23 | 16:17 น.

เต้ พระราม 7 มงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ หัวหน้าพรรคไทยศรีวิไลย์ ควงแฟนสาว อุ๊ ภคอร จันทรคณา ส.ส.บัญชีรายชื่อ พร้อม กุ้งพลอย ติ๊ก บิ๊กบราเทอร์ นำทีมผู้บริหารพรรค เดินสายอีสาน ไหว้ขอพรพญานาค

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 2 มีนาคม  ที่ลานแลนด์มาร์คพญานาค องค์พญาศรีสัตตนาคราช นาคาธิบดีสองฝั่งโขง ในเขตเทศบาลเมืองนครพนม นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ หรือเต้ พระราม 7 อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคไทยศรีวิไลย์ พร้อมด้วยภรรยา คือ นางสาวภคอร จันทรคณา หรืออุ๊ ส.ส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคไทยศรีวิไลย์ นางสาวกนิษฐรินทร์ พัชรภักดีโชติ กุ้งพลอย หรือ ติ๊ก บิ๊กบราเทอร์ ว่าที่ ผู้สมัคร ส.ส. เขต 2 จ. อ่างทอง พลโทอัศวิน รัชฎานนท์ นายวิวัฒน์ เจริญพาณิชย์ศิริ รองหัวหน้าพรรค นายศยุน ชัยปัญญา เลขาธิการพรรค นายสรกฤช จันทรคณา โฆษกพรรค นางสาวอรศศิพัชร์ มามีเกตุรัตน์ โฆษกประจำหัวหน้าพรรค รวมถึงผู้บริหาร และ ผู้สมัคร ส.ส.เขต ในพื้นที่หลายจังหวัด เดินทางมากราบไหว้ขอพร องค์พญาศรีสัตตนาคราช แลนด์มาร์คศักดิ์สิทธิ์ ริมฝั่งน้ำโขงนครพนม เพื่อขอพรเป็นสิริมงคลกับพรรค และผู้บริหาร ว่าที่ผู้สมัคร ก่อนที่จะสร้างสีสัน นั่งสามล้อเครื่อง พบปะชาวบ้าน ในเขตเทศบาลเมืองนครพนม ชูนโยบายหาเสียง เตรียมพร้อมสู้ศึกเลือกตั้ง

ต่อมาที่วัดธาตุฝุ่น บ้านน้อยใต้ อ.เมืองนครพนม นายมงคลกิตติ์ หรือเต้ พระราม 7 อดีต พร้อมคณะ ได้เดินทางไปร่วมประชุม จัดตั้งตัวแทนพรรคไทยศรีวิไลย์ประจำจังหวัดนครพนม เพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายเลือกตั้ง พร้อมถือโอกาสเปิดตัวผู้สมัคร ส.ส. นครพนม จำนวน 2 เขต คือ เขตเลือกตั้งที่ 2 นายวิวัฒน์ สรรพโส อายุ 50 ปี และ เขตเลือกตั้งที่ 4 คือ นางกานต์ฐิรัช ราชวงศ์ อายุ 63 ปี และได้ปราศรัยพบปะ แนะนำชูนโยบายหาเสียงกับแกนนำชาวบ้าน เตรียมพร้อมสู้ศึกเลือกตั้งที่จะมาถึง

ทั้งนี้ นายมงคลกิตติ์ กล่าวว่า รู้สึกดีใจที่ได้มีโอกาสลงพื้นที่อีสานหลายจังหวัด ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา รวมถึง จ.นครพนม เพื่อพบปะชาวบ้าน เปิดตัวผู้ สมัคร ส.ส.เขต ของแต่ละจังหวัด โดยวางตัวผู้สมัครไว้ไม่ต่ำกว่า 150 เขต เพราะต้องยอมรับว่าเราเป็นพรรคเล็ก เพื่อก้าวไปสู่พรรคขนาดกลาง ไม่สามารถที่จะส่งผู้สมัครครบทุกเขต แต่เน้นเอาที่มีความพร้อม ส่วนความคาดหวังมั่นใจจะได้ที่นั่ง ในการเลือกตั้ง สมัยหน้า ไม่ต่ำกว่า 25 ที่นั่ง และพร้อมที่จะร่วมจัดตั้งรัฐบาล เดินหน้ารีโนเวทประเทศไทย

Advertisement

สำหรับนโยบายสำคัญหลักๆ ที่พรรคไทยศรีวิไลย์ ให้ความสำคัญคือ การดูแลสวัสดิการผู้สูงอายุ เกี่ยวกับรายได้ รวมถึงเบี้ยผู้สูงอายุ สวัสดิการทหารผ่านศึก ไปจนถึงค่าแรงขั้นต่ำ การดูแลเพิ่มเงินเดือนข้าราชการ ยืนยันว่าเราทำได้หมดหากประชาชนให้โอกาสเข้าไปบริหารประเทศ โดยเฉพาะการลดการจัดเก็บภาษีน้ำมัน เพื่อแก้ไขควบคุมราคาน้ำมันแพง ทั้งเบนซิน ดีเซล ไม่ให้เกินลิตรละ 25 บาท ควบคุมราคาไฟฟ้าไม่ให้เกินหน่วยละ 4 บาท แก๊สหุงต้ม ถัง 15 กิโลกรัม ไม่เกิน 250 บาท ไปจนถึงการลดภาระค่าครองชีพ การประกันสินค้าการเกษตร จะต้องได้รับการดูแลแก้ไขจริงจัง รวมไปถึงการออกกฎหมาย เพื่อจัดเก็บภาษี จากระบบบ่อนการพนันที่ถูกกฎหมาย หวยใต้ดิน มาเพิ่มรายได้ให้ประชาชน ลดรายจ่าย เนื่องจากปัจจุบันต้องยอมรับ ว่า รัฐบาล นายกตู่ บริหารงานล้มเหลว ทำงานมากว่า 8 ปี รัฐบาลเป็นหนี้มากกว่า 5.0 ล้านล้านบาท ส่วนรัฐบาลพรรคไทยรักไทย พรรคเพื่อไทย 2 สมัย ที่ผ่านมา รัฐบาลเป็นหนี้มากกว่า 3.8 ล้านล้านบาท ล้วนแต่เป็นรัฐบาลที่ไม่ประสบความสำเร็จในการบริหารประเทศ เพราะรัฐบาลที่บริหารประเทศที่ดี จะต้องไม่มีหนี้ โดยพรรคไทยศรีวิไลย์ พร้อมที่จะจัดตั้งรัฐบาล รวมถึงร่วมรัฐบาลกับพรรคที่สามารถบริหารจัดการหนี้ประเทศได้ ไปจนถึง การดูแลสวัสดิการประชาชนได้ และตนมั่นใจมีชื่อเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ส่วนพรรครวมไทยสร้างชาติ มั่นใจว่าไม่มีโอกาสเป็นรัฐบาล ถึงแม้จะมีความได้เปรียบในความเป็นรัฐบาล มีการเตรียมการยุบสภา เพื่อเอื้อให้ได้ ส.ส. สังกัดพรรคทุกเขต แต่สุดท้ายการันตี ไม่ถึง 10 ที่นั่ง เชื่อว่าประชาชนไม่ยอมรับ

นายมงคลกิตติ์ กล่าวต่อว่า ในส่วนของพรรคภูมิใจไทย ตนไม่ให้ความสำคัญ ไม่อยากกล่าวหาว่ามีการออกนโยบายเอื้อใคร โดยเฉพาะนโยบายกัญชาเสรี ถือเป็นการมอมเมาสังคม ออกมาแล้วไม่สามารถควบคุมดูแลได้ สร้างปัญหาสังคม ตนมองว่าเป็นการออกนโยบายมาเพื่อต้องการให้คนไทยเป็นคนโง่จากการเสพยาเสพติด จะได้ปกครองง่าย หากตนได้เป็นฝ่ายรัฐบาลจะเสนอให้แก้กฎหมาย นำกัญชากลับมาเป็นยาเสพติด และเสนอยกเลิกประกาศกระทรวงสาธารณสุข เพื่อแก้ไขปัญหา อย่างไรก็ตามฝากพี่น้องประชาชน สนับสนุนพรรคพรรคไทยศรีวิไลย์ เรามาร่วมรีโนเวทประเทศไทย แก้ไขปัญหาหนี้สินรัฐบาลร่วมกัน และดูแลความเป็นอยู่ประชาชน ให้อยู่ดีกินดี หากพรรคการเมืองมีความจรริงใจกับประชาชน เชื่อว่าจะสามารถแก้ทุกปัญหาได้อย่างแน่นอน กว่า 8 ปี ที่ผ่านมา เป็นบทพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า เป็นรัฐบาลที่ล้มเหลวด้านการบริหาร จะต้องร่วมกันตัดสินเปลี่ยนแปลงประเทศให้ดีขึ้น ในการเลือกตั้งที่จะมาถึง